วันเสาร์ที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

สัจจะนิยม/สัจจะนิยมใหม่

ลัทธิสัจนิยม ( Realism )



แนวความคิดนี้บางครั้งเรียกว่า power-politics มีอิทธิพลต่อการศึกษาการเมืองโลกและต่อแนวความคิดของผู้จัดทำนโยบายต่างประเทศ จุดเด่นของทฤษฎีนี้ก็คือ การมองว่ารัฐ และระบบรัฐเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในระบบการเมือง



ต้นแบบของแนวความคิดนี้ก็ คือ การเน้นที่รัฐว่าเป็นตัวแสดงหลักในการเมืองโลก และข้อเสนอที่สำคัญของแนวความคิดนี้ก็ คือ เมื่อวัตถุประสงค์ของการปกครองก็คือ ความอยู่รอดของชาติ ในสภาพแวดล้อมที่มีความเป็นศัตรูกัน การแสวงหาอำนาจ จึงเป็นเป้าหมายของนโยบายต่างประเทศที่มีเหตุผลถูกต้องและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้



แต่ความหมายทั่วไปของความคิดนี้ก็ คือ ความสามารถที่จะมีอิทธิพลเหนือ ที่จะเปลี่ยนแปลงตัวแสดงพฤติกรรมของตัวแสดงอื่นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐอื่นๆให้เป็นไปในแนวทางที่ตนเองต้องการ หรือในอีกด้านหนึ่งก็คือ ความสามารถที่จะต่อต้านอิทธิพลจากภายนอกที่จะมาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของตน เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐจะทำได้ในการเมืองโลกก็ คือ หน้าที่ในการที่จะดำรงไว้ซึ่งอำนาจของตน และเพิ่มพูนอำนาจของตนด้วยจึงเป็นหัวใจในฐานะที่เน้นเรื่องความแตกต่างระหว่างขอบเขตภายในและขอบเขตภายนอก



ในความคิดนี้รัฐจะไม่ยอมรับว่ามีอำนาจที่เหนือกว่าอื่นใด เพราะฉะนั้นจึงต้องพึงตนเองในการปกป้องผลประโยชน์ของตนเองและเพื่อเป็นหลักประกันความอยู่รอดเพราะฉะนั้นผลประโยชน์ของรัฐจึงมีความหมายในรูปของอำนาจ และไม่รวมปัจจัยอื่นๆเช่นการส่งเสริมค่านิยมทางอุดมการณ์ หรือหลักการทางศีลธรรม ธรรมชาติของระบบรัฐที่เป็นอนาธิปไตยย่อมมีความจำเป็นที่จะต้องเสริมสร้างสมรรถนะทางทหารให้เพียงพออย่างน้อยที่สุด ก็เพื่อป้องกันปราบปรามการรุกราน และเพื่อที่จะรักษาตนเองให้พ้นจากอันตราย แนวคิดนี้ตระหนักและเน้นย้ำอย่างสม่ำเสมอถึงเหตุการณ์เลวร้ายที่จะเกิดในอนาคต เมื่อรัฐทุกรัฐพยายามที่จะแสวงหาการเพิ่มพูนอำนาจเทคนิคที่ดีที่จะควบคุมได้ก็ คือ การจัดตั้งระบบดุลแห่งอำนาจ



แนวคิดนี้มุ่งที่การควบคุมระบบ ซึ่งประกอบด้วยรัฐที่ต่างก็มีอำนาจอธิปไตยของตนเอง ผู้ที่เชื่อในแนวความคิดนี้บางคน ยังอ้างว่าในเมื่อการแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์ตนเองเป็น พื้นฐานของธรรมชาติของมนุษยชาติ ระบบรัฐจึงเป็นผลสะท้อนของธรรมชาติ


กลุ่ม Realists ย้ำยืนยันว่า ในสภาวะการของความขัดแย้งที่มีอยู่ตลอดเวลา และการแข่งขันในการเมืองโลกความร่วมมือก็เป็นไปได้ก็เพียงแต่เมื่อ ความร่วมมือนั้นให้ผลประโยชน์แก่รัฐ


ตัวอย่างประเทศที่มีพฤติกรรมตามแนวความคิดแบบสัจนิยม เช่น สหรัฐอเมริกา ที่พยายามอย่างสม่ำเสมอที่จะเพิ่มพูนอำนาจรัฐของตนเอง ด้วยยุทธวิธีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น การใช้กำลังทางการทหาร การใช้เครื่องมือทางเศรษฐกิจเข้าควบคุม หรือ บังคับประเทศหรือกลุ่มประเทศต่างให้กระทำการต่างๆ ตามที่กลุ่มของตนเองเรียกร้อง


ลัทธิสัจนิยมใหม่ (Neo-Realism )



บางครั้งเรียกว่า Structural Realism แนวความคิดนี้จะมุ่งความสนใจไปสู่ลักษณะที่เป็นโครงสร้างของระบบรัฐมากกว่า ที่จะเป็นหน่วยประกอบของระบบกล่าวคือแนวความคิดที่เกี่ยวกับโครงสร้างในที่นี้หมายถึง การทำให้เป็นระเบียบหรือ การจัดระเบียบของส่วนต่างๆของระบบและในความคิดของ waltz เห็นว่า โดยส่วยใหญ่แล้วข้อจำกัดทางด้านโครงสร้างของระบบโลกจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของรัฐ และก่อให้เกิดผลลัพธ์ระหว่างประเทศได้มากกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับคุณสมบัติของหน่วยย่อยเฉพาะหนึ่งๆ



ตามคำกล่าวของเขาระบุว่า โดยการวาดภาพระบบการเมืองระหว่างประเทศทั้งหมดในระดับโครงสร้างและระดับหน่วยประกอบว่ามีทั้งที่แตกต่างกัน และเชื่อมโยงกันในขณะเดียวกันแนวคิดสัจนิยมใหม่ยังยืนยันถึงความเป็นอิสระของการเมืองระหว่างประเทศ แนวคิดสัจนิยมได้สร้างความคิดเกี่ยวกับโครงสร้างของระบบ ซึ่งกำหนดขอบเขตที่นักศึกษาทางด้านการเมืองระหว่างประเทศจะต้องศึกษา และทำให้พวกเขาสามารถเห็นว่าโครงสร้างของระบบ และความผันแปรในระบบมีผลกระทบต่อหน่วยที่มีปฎิสัมพันธ์ระหว่างกันอย่างไร และผลลัพธ์ที่โครงสร้างของระบบ และความผันแปรในระบบสร้างออกมาเป็นอย่างไร โครงสร้างระหว่างประเทศเกิดจากปฎิสัมพันธ์ระหว่างรัฐทั้งหลาย และขณะเดียวกันก็ผลักดันรัฐต่างๆ ให้กระทำการบางอย่าง



ระบบยังคงเป็นอนาธิปไตยและหน่วยต่างๆก็ยังคงถือว่ามีอิสระ แต่ความเป็นอิสระก็ถูกจำกัดโดยโครงสร้างของระบบใหญ่ เช่น โครงสร้างของระบบระหว่างประเทศที่แบ่งโลกออกเป็น 2 ค่าย คือ ค่ายโลกเสรีและค่ายคอมมิวนิสต์ได้ มีผลต่อการวางกรอบและข้อจำกัดของพฤติกรรมของรัฐในแต่ละค่าย และเมื่อโครงสร้างใหญ่เปลี่ยนไปก็จะมี่ผลทำให้พฤติกรรมของรัฐเปลี่ยนไปและรูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างรัฐก็เปลี่ยนไปด้วย



จุดต่างระหว่างสัจนิยมใหม่ และสัจนิยม คือ สัจนิยมจะเน้นเรื่องของอำนาจเป็นประเด็นในการวิเคราะห์ และเน้นเอาหน่วยประกอบและคุณสมบัติตามภาระหน้าที่ของหน่วยจึงไม่สามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม หรือ การแบ่งสรรอำนาจซึ่งเกิดขึ้นอย่างอิสระไม่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภายในหน่วยแต่ละหน่วยเหล่านั้น ในทางตางกันข้ามสัจนิยมใหม่จะอธิบายว่าโครงสร้างมีผลต่อพฤติกรรมและผลที่เกิดขึ้นอย่างไร



อ้างอิง/กัมพูชา/กลุ่มพี่จ้อย

ถิรวัฒน์ เกษตรภิบาล. ปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชา : กรณีการรัฐประหารที่ล้มเหลว ปี พ.ศ.2537. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2541. 175 หน้า.(วพ 93553)ธีระ อุตมะ. นโยบายด้านความมั่นคงของกัมพูชาต่อไทย : ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบาย ค.ศ.1993-1997. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. 201 หน้า.(วพ 120606)บงกช วงษ์ไทย. ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อบทบาทของรัฐบาลไทยในการแก้ไขปัญหากัมพูชา ช่วงปี 2523-2533. เชียงใหม่ : มหาวิทยาลัยเชียงใหม่, 2537. ฐ, 355 หน้า.(วพ 67602)ปิ่นทอง ใจสุทธิ. นโยบายต่างประเทศของไทยต่อปัญหากัมพูชาระหว่าง พ.ศ.2518-2534. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร, 2538. 179 หน้า.(วพ 76627)พิชิตพล แจ่มจำรัส. มิติความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่ส่งผลกระทบต่อไทยในห้วง พ.ศ.2536-2545. กรุงเทพฯ : โรงเรียนเสนาธิการทหารบก, 2545. 131 หน้า.(วพ 135410)วัฒนะ กาญจนอัครเดช. สัมพันธภาพทางการเมืองระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชา ตั้งแต่ปี พ.ศ.2498. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, [25--]. 3 แผ่น (167 เฟรม).(วพ MF06301)วิจิตร ทิวากรโกมล. ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน : ความร่วมมือในปฏิญญาพุกาม. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546. 141 หน้า.(วพ 156657)วิชิต ยาทิพย์. ประเทศกัมพูชา กับความมั่นคงของประเทศไทย. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2540. 87 หน้า.(ว 95191)สุณัย ผาสุข. นโยบายต่างประเทศของไทย : ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อปัญหากัมพูชา (4 สิงหาคม ค.ศ.1988 ถึง 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1991). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2539. 126 หน้า.(วพ 88682)สุณัย ผาสุข. นโยบายต่างประเทศของไทย : ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายของรัฐบาลพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ ต่อปัญหากัมพูชา (4 สิงหาคม ค.ศ.1988 ถึง 23 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1991). กรุงเทพฯ : สถาบันเอเชียศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2540. 174 หน้า.(ว 88594 ฉ.1; 91195 ฉ.2)สุพรรณิการ์ สวิระสฤษดิ์. นโยบายของไทยต่อประเทศกัมพูชา ระหว่าง พ.ศ.2518 ถึง พ.ศ.2523. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2526. 3 แผ่น (125 เฟรม).(วพ MF17008)อรอนงค์ น้อยวงศ์. นโยบายต่างประเทศไทยต่อปัญหากัมพูชา สมัยรัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ (ค.ศ.1980-1988). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2536. ฌ, 159 หน้า.(วพ 63583)อัญชลี พัตรเกิด. ไทยกับสถานการณ์การจลาจลในกัมพูชา 29 มกราคม 2546. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2546. 184 หน้า.(วพ 158473)

หนังสืออ้างอิง

แพร ศิริศักดิ์ดำเกิง. องค์ความรู้การวิจัยความสัมพันธ์พุทธมุสลิมในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในรอบ
49ปี. เอกสารงานวิจัยศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และคณะรัฐศาสตร์
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549
………………..

รัตติยา สาและ. ปฏิสัมพันธ์ “ ใหม่ ” พุทธ-มุสลิมสามจังหวัดชายแดนภาคใต้. เอกสารงานวิจัย
ศูนย์มานุษยวิทยาสิรินธร และคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2549.
………………….

ความร่วมมือส่วนภูมิภาคในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ .จุลชีพ ชินวรรโณ. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ,คณะรัฐศาสตร ์, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2547
…………………..

สีดา สอนศรี พรรคการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ศึกษาเฉพาะ ประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย . สถาบันเอเชียตะวันออกศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2545
……………..

การพัฒนาการเมืองและเศรษฐกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ . ทุนวิจัยสถาบันเอเชียตะวันออก, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ , 2542
……………….

37136. AUTHOR = Surin Pitsuwan.
TITLE = MALAY MUSLIM INTEGRATED POLICY IN THAILAND IN RATANAKOSIN PERIOD.
ADD TITLE = นโยบายประสมประสานของชาวมาเลย์มุสลิม.
IMPRINT = Bangkok : Thai Khadi Research Institute, Thammasat University, 1982.
PAGES = 25 p.
ABSTRACT = Studies the role of the Malay Muslim participate in the Thai democratic political process or revolutionary process as well as the background of Pridi's "Islamic Patronage" policy formulation together with the analysis of the impact of and government's lessons resulting from such policy. Discusses the political participation of the Malay Muslim in southern border provinces after the 1932 revolution brought to light a new era of the Thai politics. Considers the southern Malay Muslim's independent campaign in the period of W.W. II.. Focuses on the 1945 Islamic Patronage Act initiated by Pridi's government to decrease the conflicts leading to the territorial separation in southern border. Describes the religious freedom and the announcement of the 1946 Islamic Law on Family and Inheritance as another attempt of "patronage" policy. Analyzes the failure of integrated policy which followed with the resistance of Hajyi Sulong in 1948. Briefs the present integrated polilcy.
SUBJECT = Pridi. SUBJECT = law. SUBJECT = religion. SUBJECT = ethnic groups. SUBJECT = social patterns. SUBJECT = politics. SUBJECT = history. SUBJECT = 4 Southern Changwat.
………………

Review: [Untitled]
Reviewed Work(s):
The Strategic Land Ridge: Peking's Relations with Thailand, Malaysia, Singapore and Indonesia. by Yuan-Li Wu
Asian Neutralism and U.S. Policy. by Sheldon W. Simon
Author(s) of Review: Roger Kershaw
International Affairs (Royal Institute of International Affairs 1944-), Vol. 52, No. 4 (Oct., 1976), pp. 668-669
doi:10.2307/2616818
This article consists of 2 page(s).
…………….

CALL # = 41824. AUTHOR = Farouk, Omar.
TITLE = THE STATE OF THE ART OF THAI STUDIES IN MALAYSIA.
IMPRINT = Bangkok : Thai Khadi Research Institute, Thammasat University, 1987.
PAGES = 13 leaves.
ABSTRACT = Reviews the state of Thai studies in Malaysia. Notes that the definition of Thai studies broadly encompasses subject which relate to Thailand as a country or the Thais as a people, directly or indirectly. Focuses on the situation at the university level, but some background information will also be tendered to highlight the pre-university education scenario relating to Thai studies. Takes into account general factors like the teaching of Thai studies in Malaysian universities, involving broad aspects of the curriculum and manpower allocation, as well as research activities that have been undertaken. Concludes a short assessment of the potential areas of development of Thai studies.
SUBJECT = Students. SUBJECT = universities. SUBJECT = secondary education. SUBJECT = teaching. SUBJECT = curriculum. SUBJECT = manpower. SUBJECT = Malaysia.
…………………

กรวิทย์ เกาะกลาง. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทย-มาเลเซีย (พ.ศ.2538-2542) : วิเคราะห์ปัจจัยที่เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดี = Thailand-Malaysia relations (1995-1998) : analysis of factors that encourage cordial relations. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2542. 138 หน้า.(วพ 102817)
………………
กันทิมา เกตุมุนินทร์. ความขัดแย้งระหว่างไทยและมาเลเซีย : ปัญหาการประมง. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2532. ฉ, 238 หน้า.(วพ 45686)
……………….
ชปา จิตต์ประทุม. ความร่วมมือทวิภาคี กรณีศึกษาเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วมไทย-มาเลเซีย = Bilateral cooperation : a study of Malaysia-Thailand joint development area. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2542. 127 หน้า.(วพ 112901)
………………………..
ชื่นชีวา ชีวะธรรม. ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย (พ.ศ.2535-2538) (วิเคราะห์ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคและส่งเสริมความสัมพันธ์). กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2540. 199 หน้า.(วพ 84064)
………………………
เชิญชัย พินิจสุทธาโภชน์. ความมั่นคงชายแดนภาคใต้ ศึกษาเฉพาะกรณีบทบาทของคณะกรรมการชายแดนทั่วไป ไทย-มาเลเซีย. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2535. ญ, 94 หน้า.(ว 57941)
……………………..
นันทวรรณ ยอดพิจิตร. ความร่วมมือของไทยต่อมาเลเซีย : ศึกษากรณีการแก้ปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์มลายา (พ.ศ.2520-2532) = Thailand's cooperation with Malaysia : a case study of solving the problems of the Communit Party of Malaya (1977-1989). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2543. 200 หน้า.(วพ 112584)
…………………….
ประกิจ ต่อทีฆะ. แนวทางแก้ไขปัญหาความข้ดแย้งเพื่อความร่วมมือพัฒนาเกี่ยวกับเขตทับซ้อนของเขตเศรษฐกิจจำเพาะระหว่างประเทศไทยกับมาเลเซีย. กรุงเทพฯ : มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 2539. 142 หน้า.(วพ 86388)
วินัย ครุวรรณพัฒน์. ทัศนคติของคนไทยในสี่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่มีต่อประเทศสหพันธ์มาเลเซีย. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2522. 6 แผ่น (240 เฟรม).(วพ MF06887)
…………………………….
วิเศษ ศิริวัฒนกุล. ปัญหาชายแดนไทย-มาเลเซีย เน้นเฉพาะปัญหาการค้าของหนีภาษี ที่จะกระทบกระเทือนสัมพันธภาพระหว่างประเทศทั้งสอง. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2535. ซ, 109 หน้า.(ว 58999)
…………………….
วีระ เมฆะวิภาต. แนวทางในการกำหนดนโยบายความมั่นคงแห่งชาติของไทยต่อมาเลเซีย. กรุงเทพฯ : วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร, 2535. ฌ, 140 หน้า.(ว 60761)
…………………..
อ้อยทิพย์ วิสิทธวงศ์. ปัญหาเขตแดนทางทะเลระหว่างไทยกับมาเลเซีย (ค.ศ.1970-1979) : วิเคราะห์ปัจจัยสภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อการดำเนินความสัมพันธ์ระหว่างรัฐ. กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2529. 3 แผ่น (125 เฟรม).(วพ MF18699)
………………………………

วันอังคารที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550

บทบาทชนชั้นนำมาเลย์กับการได้รับเอกราชของมลายา(3)

บทบาทชนชั้นนำมาเลย์กับการได้รับเอกราชของมลายา(3)
ต่อมาในปี ค.ศ. 1950 – 1952 อังกฤษได้ส่งเสริมให้มลายามีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล เพื่อที่จะให้ชาวมาเลย์ได้เรียนรู้การเลือกตั้งตัวแทนเข้ามาดำเนินการบริหารระดับท้องถิ่นของตน แต่ในระดับรัฐ หรือระดับสหพันธรัฐนั้น อังกฤษยังคงสงวนเอาไว้ โดยอ้างว่าหากปล่อยให้มีการเลือกตั้งระดับชาติในทันที ประชาชนจะพากันเรียกร้องการปกครองตนเองในฉับพลัน ซึ่งจะทำให้เสียรูปแบบนโยบายของอังกฤษ ที่ต้องพัฒนาการเมืองมลายาเป็นลำดับขั้นตอน คือให้มีการปูรากฐานที่มั่นคงเสียก่อน แล้วจึงจะไปดำเนินการปกครองตนเองเป็นอิสระ 1 เมื่อพิจารณาแล้วก็จะเห็นได้ว่ารัฐบาลอังกฤษนั้น มีจุดประสงค์ที่แน่นอนในการที่จะให้เอกราชแก่มลายา หากแต่สถานการณ์ทางการเมืองในขณะนั้น มีการก่อการร้ายจากพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา ความไม่มีเสถียรภาพดังกล่าว จึงเป็นประเด็นหนึ่งที่ทำให้อังกฤษไม่สามารถให้มลายาปกครองตนเองได้ นอกจากนี้ปัญหาพหุสังคมก็เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่อังกฤษเห็นว่า มลายานั้นยังขาดความเชื่อมโยงและความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ เช่นนี้หากอังกฤษรีบเร่งให้เอกราชแก่มลายา ความเป็นสังคมพหุพันธ์ที่ขาดการร่วมมือระหว่างกัน ย่อมเกิดปัญหาความขัดแย้งเมื่อมลายาได้ปกครองตนเอง ซึ่งเงื่อนไขหรือความกังวลดังกล่าวของรัฐบาลอังกฤษ ก็เหมือนกับความกังวลของอังกฤษที่เกิดขึ้นในช่วงหลังจากการสิ้นสุดลงของสงครามโลกครั้งที่ 2 อันปรากฏในหลักการของแผนการสหภาพมลายา
ในการประชุมสภานิติบัญญัติของสหพันธ์ครั้งแรก ดาโต๊ะ ออน บิน จาฟาร์ ประธานของพรรคอัมโน ก็ได้เรียกร้องให้มี “ความสำนึกของความเป็นสมาชิกในชาติมลายาที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ซึ่งจะก้าวไปสู่ข้อยุติ และการยอมรับความเป็นรัฐอิสระที่ปกครองตนเอง” ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยแห่งสหพันธรัฐมลายา ดาโต๊ะ ออนน์ ต้องการให้เชื้อชาติต่างๆ รักใคร่กลมเกลียวกัน โดยเปิดโอกาสให้ผู้ที่มิใช่ชาวมาเลย์เข้ามาเป็นสมาชิกของพรรคอัมโนได้ 2 จากแนวทางเช่นนี้ ดาโต๊ะ ออนน์ จึงพยายามที่จะชักจูงให้บรรดาสุลต่าน และพรรคอัมโน คล้อยตามความเห็นของเขา แต่ ดาโต๊ะ ออนน์ ก็พบกับความยุ่งยากที่จะชักจูงกลุ่มคนดังกล่าวให้ยอมรับ ดังนั้นเมื่อประเด็นเรื่องการยอมรับทุกเชื้อชาติได้เข้าสู่ที่ประชุมพรรคอัมโน ด้วยความที่เชื่อว่าประเด็นดังกล่าวจะทำให้พรรคอัมโนสามารถชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น และเป็นผู้นำเพื่อเอกราชของมลายาได้ ซึ่งผลของมติที่ประชุมพรรค อัมโน ก็คือไม่ยอมรับแนวทางของดาโต๊ะ ออน์ บิน จาฟาร์ ทั้งนี้เพราะ การคัดค้านจากบรรดาสุลต่านและชนชั้นนำมาเลย์ ประกอบกับแนวทางดังกล่าว เสมือนกับการละทิ้งสิทธิพิเศษของภูมิบุตรมาเลย์ 3 หลังจากความพ่ายแพ้ในมติของพรรค ดาโต๊ะ ออนน์ บิน จาฟาร์ จึงลาออกจากพรรคอัมโน และก่อตั้งพรรคเอกราชมลายา (Independenceof Malaya Party : IMP) ตามแนวทางไม่เน้นลักษณะเฉพาะทางเชื้อชาติ ในปี พ.ศ. 1951 4
การแยกตัวออกไปของดาโต๊ะ ออนน์ บิน จาฟาร์ นั้น มีสมาชิกจำนวนเล็กน้อยที่ออกจากพรรคอัมโนไปเพื่อร่วมกับพรรค IMP 5 โดยที่สมาชิกส่วนใหญ่ที่เป็นชนชั้นนำมาเลย์ และการสนับสนุนจากบรรดาสุลต่านนั้นยังคงอยู่ จึงทำให้พรรคอัมโนยังคงสามารถยึดโยง และเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างพรรค กับประชาชนเชื้อสายมาเลย์อยู่ได้อย่างมั่นคง ในขณะที่พรรค IMP นั้น ไม่สามารถที่จะได้รับการสนับสนุนจากประชาชนระดับรากหญ้าได้เลย6 ซึ่งพรรคอัมโนเองก็ได้สรรหาประธานของพรรคคนใหม่ นั่นคือ ตนกู อับดุล ราห์มาน น้องชายของสุลต่านเคดาห์องค์ปัจจุบัน (ค.ศ. 1954)7 ซึ่งงานแรกของประธานคนใหม่ก็คือ การสร้างแนวร่วมหรือพันธมิตรระหว่างเชื้อชาติ เพื่อเป้าหมายในการสู่เอกราช เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษได้ยอมรับ โดยเบื้องต้นนั้นพรรคอัมโนได้ดำเนินการรวมเป็นพันธมิตรกับพรรคสมาคมจีนมาเลเซีย (Malaysian Chinese Association : MCA) ที่มี ตัน เชง ล็อก เป็นประธาน โดยมีสมาชิกจากบรรดานักธุรกิจชาวจีนที่ร่ำรวย ประกอบกับพรรค MCA นั้นมีแนวทางที่ต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา และมีลักษณะเป็นพรรคแบบอนุรักษ์นิยมประนีประนอม 8 จากการรวมกันเป็นพันธมิตรระหว่างพรรคอัมโนกับพรรค MCA จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นการรวมกันแบบต่างเอื้อผลประโยชน์ต่อกัน กล่าวคือ
ก. พรรคอัมโนต้องการสร้างความเชื่อมโยงระหว่างเชื้อชาติ เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษยอมรับและ ไปสู่ความเป็นเอกราช
ข. พรรคอัมโนสร้างแนวร่วมกับพรรค MCA เพื่อต่อสู้กับพรรค IMP ที่รวมทุกเชื้อชาติเอาไว้
ค. พรรคอัมโน จะได้รับเงินทุนสนับสนุนจากพรรค MCA ที่เต็มไปด้วยนักธุรกิจที่มั่งคั่ง
ง. พรรค MCA จะได้ฐานเสียงสนับสนุนที่มั่นคงของพรรคอัมโน
นอกจากนี้พรรคการเมืองทั้งสองยังมีแนวทางของพรรคที่คล้ายคลึงกัน คือ การต่อต้านพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา และมีความประนีประนอม ทำให้พรรคทั้งสองสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างไม่ยาก โดยที่บททดสอบแรกของพรรคพันธมิตร (Alliance Party) ก็คือ การเลือกตั้งเทศบาลนครกัวลาร์ลัมเปอร์ ในเดือนกุมภาพันธ์ ปี ค.ศ. 1952 ซึ่งพรรคพันธมิตร ได้รับเลือกตั้ง 9 ที่นั่ง ในขณะที่พรรค IMP ได้รับเลือก 2 ที่นั่งจากทั้งหมด 12 ที่นั่ง หลังจากนั้น ระหว่างปลายปี ค.ศ. 1952 ถึง ค.ศ. 1954 พรรคพันธมิตร UMNO – MCA ก็ได้ประสบชัยชนะโดยได้รับเลือกตั้ง 226 ที่นั่ง จาก 268 ที่นั่งของเทศบาลนคร และสภาเขต9 หลังจากพ่ายแพ้การเลือกตั้งระดับท้องถิ่นแล้ว ดาโต๊ะ ออนน์ ก็ได้ตั้งพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมา คือ พรรคเนการา (Party Negara) 10 และจากชัยชนะที่ท่วมท้นของพรรคพันธมิตร (Alliance) หากจะวิเคราะห์ดูแล้ว ชัยชนะในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในช่วงปี ค.ศ. 1952 – 1954 น่าจะเกิดจากปัจจัย 3 ประการ ด้วยกัน ซึ่งได้แก่
ก. การสนับสนุนจากบรรดาสุลต่าน และชนชั้นนำมาเลย์ ที่ทั้งสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง และเป็นสมาชิกภายในพรรค ทำให้ประชาชนเชื้อสายมาเลย์ยังนิยมในพรรคอัมโนอย่างมั่นคง
ข. ความรู้สึกของชาวมาเลย์ที่ให้การยอมรับว่าพรรคอัมโนคือ องค์กรที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของภูมิ บุตรมลายาอย่างแท้จริง
ค. พรรคพันธมิตร มีความเป็นตัวแทนทั้งชาวจีน และชาวมาเลย์ โดยใช้ยุทธศาสตร์ “แยกกันตีร่วมกันโต” ต่างจากพรรค IMP ที่รวมทุกเชื้อชาติเข้ามาไว้ ทำให้ทั้งชาวจีนและชาวมาเลย์ เล็งเห็นถึงจุดยืนที่ไม่แน่นอนของพรรค IMP ประกอบกับการสนับสนุนทางการเงินของพรรค MCA ที่มีต่อพรรคพันธมิตร
หลังจากความตึงเครียดทางการเมืองค่อยผ่อนคลายลง เมื่อรัฐบาลอังกฤษเป็นฝ่ายได้เปรียบกองโจรคอมมิวนิสต์ ด้วยการส่งกองกำลังจำนวนมากของเครือจักรภพเข้ามา ประกอบกับการที่อังกฤษควบคุมสถานการณ์อย่างเข้มแข็ง และการที่เศรษฐกิจดีขึ้น ทำให้ขวัญและกำลังใจสูงขึ้นด้วย 11 ส่งผลให้ผู้นำของพรรคพันธมิตร ที่เรียกร้องให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งสหพันธรัฐ ประสบความสำเร็จในการเจรจาตกลงกับอังกฤษ โดยพรรคพันธมิตรยังคงยืนกรานให้มีสมาชิก 52 คน ในจำนวน 58 คน จะต้องมาจากการเลือกตั้ง ซึ่งอังกฤษก็ยอมรับและจะจัดให้มีการเลือกตั้งในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1955 12 จากแนวโน้มทางการเมืองที่เริ่มเปิดกว้างขึ้น เพราะประเด็นเรื่องความมั่นคงที่เกิดจากคอมมิวนิสต์เริ่มเบาบางลง ในส่วนของประเด็นเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติ ที่รัฐบาลอังกฤษได้ตั้งไว้เป็นเงื่อนไขในความเป็นเอกราชนั้น ทางพรรคพันธมิตรก็ได้ดึงพรรคสภาอินเดียมาเลเซีย (Malaysian Indian Council : MIC) เข้ามาเป็นหุ้นส่วนใหม่ของพรรคพันธมิตร ซึ่งเมื่อพิจารณาถึงอัตราส่วนของประชากรตามเชื้อชาติต่างๆ ในมลายา คือ ชาวมาเลย์ 45% ชาวจีน 36% ชาวอินเดีย 9% และอื่นๆ 2%13 จะเห็นได้ว่า จำนวน 9 % ของชาวอินเดียนั้น มีผลทางด้านคะแนนเสียงสนับสนุนต่อพรรคพันธมิตรไม่มากนัก ประกอบกับ พรรค MIC ก็เป็นพรรคการเมืองเล็กๆ ที่ชาวอินเดียเองก็ไม่ให้ความสนใจเท่าไร ดังนั้นจะกล่าวได้ว่า การที่พรรคพันธมิตรได้รวมเอาพรรค MIC เข้ามานั้นก็เพื่อยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ของทุกเชื้อชาติ หรือแนวร่วมที่มาจากทุกเชื้อชาติ เพื่อให้รัฐบาลอังกฤษได้ยอมรับถึงความเป็นตัวแทนของสังคมพหุพันธุ์
การเลือกตั้งทั่วไปของมลายาในเดือนกรกฎาคม ค.ศ. 1955 มีพรรคที่สำคัญๆ เข้าร่วมลงสมัครรับเลือกตั้ง ได้แก่ พรรคพันธมิตร พรรคเนการา พรรค Pan-Malayan Islamic Party (PMIP) หรือ พรรค PAS ซึ่งระหว่างการรณรงค์หาเสียงนั้น ประเด็นที่พรรคพันธมิตรชูขึ้นมาก็คือ “การเลือกตั้งเพื่อเอกราช” และ “การปกครองที่เลวยังดีกว่าการปกครองที่ดีโดยคนต่างชาติ” 14 โดยคำประกาศการเลือกตั้งที่ใช้คำอย่างระมัดระวัง และรณรงค์ทางยุทธศาสตร์ที่มุ่งเน้นไปที่วัตถุประสงค์อันเกี่ยวข้องกับเอกราชอย่างแท้จริง ดังนั้นพรรคพันธมิตรก็สามารถหันเหความสนใจไปจากปัญหาพหุสังคม และเป็นกลุ่มเดียวเท่านั้นที่เสนอตัวเป็นรัฐบาลด้วยชัยชนะอย่างท่วมท้น โดยผู้สมัครรับเลือกตั้งพรรคแนวร่วมได้รับคะแนนเสียงร้อยละ 81 และได้ 51 ที่นั่งในสภา 15 จากความสำเร็จของพรรคพันธมิตร บนการเลือกตั้งที่ดูเหมือนเป็นการเลือกตั้งของทุกเชื้อชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อพิจารณาจากกฎหมายความเป็นพลเมืองแห่งสหพันธรัฐในเรื่องผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยแบ่งแต่ละเชื้อชาติ คือ ชาวอินเดียมีสิทธิลงคะแนนเสียงร้อยละ 4 ส่วนชาวจีนมีสิทธิร้อยละ 11.2 และชาวมาเลย์มีสิทธิถึงร้อยละ 84.2 ส่วนที่เหลือเป็นชนเชื้อสายอื่น16 เช่นนี้อาจจะกล่าวได้ว่าการเลือกตั้งทั่วไปของมลายาในปี ค.ศ. 1955 นั้น ฐานคะแนนเสียงหลักก็ยังคงเป็นพลเมืองเชื้อสายมาเลย์ หรือว่าชาวมาเลย์ยังเป็นผู้กำหนดทิศทางทางการเมืองของมลายานั่นเอง ซึ่งชัยชนะของพรรคพันธมิตรน่าจะมาจากองค์ประกอบดังนี้
ก. ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จำนวนถึง 84.2% เป็นชาวมาเลย์ ซึ่งพรรคอัมโนที่เป็นเสมือนตัวแทนของบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ ยังคงครองความศรัทธาจากมหาชนเชื้อสายมาเลย์เสมอมา

ข. การชูนโยบายเพื่อเอกราช คือยุทธศาสตร์ที่แน่นอน พร้อมทั้งการชูความเป็นเอกราชนั้น คือการเลี่ยงในการหาเสียงที่จะสนับสนุนเชื้อชาติใดเชื้อชาติหนึ่ง ยังผลให้พรรคพันธมิตรได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง

ค. การสนับสนุนทางการเงิน หรือเงินทุนอุดหนุนจากพรรค MCA ที่ถือว่าเป็นแหล่งทุนที่สำคัญของพรรคพันธมิตรตั้งแต่การเลือกตั้งในปี ค.ศ. 1952 เป็นต้นมา
จากสถานการณ์ทางการเมืองดังกล่าว พรรคแนวร่วมแห่งชาติที่นำโดยพรรคอัมโนตัวแทนของชนชั้นนำมาเลย์ ได้รับการยอมรับจากประชาชนมลายาว่า เป็นตัวแทนของชาวมลายาทั้งปวง ภายใต้วิถีทางการเมืองสมัยใหม่ โดยมี ตนกู อับดุลห์ ราห์มาน เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของมลายา ประกอบกับการที่พรรคพันธมิตรสามารถรวมเอาพรรคอัมโน พรรค MCA พรรค MIC เข้าไว้ด้วยกัน จนเสมือนกับว่า พรรคพันธมิตรเป็นตัวแทนของทุกเชื้อชาติ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การสร้างแนวร่วมของทั้งสามพรรคนั้น มิได้เป็นตัวแทนของเชื้อชาติกลุ่มตนอย่างแท้จริง จนทำให้เกิดการต่อต้านและการรักษาผลประโยชน์ของชาติพันธุ์ตลอดมา ผลสุดท้ายจึงได้เกิดวิกฤตการณ์ทางเผ่าพันธุ์ขึ้นในปี ค.ศ. 1969 17 อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นของวิถีทางแห่งเอกราช บนความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติเทียม ซึ่งเป็นที่ยอมรับจากรัฐบาลอังกฤษว่า พรรคพันธมิตรคือตัวแทนของทุกเชื้อชาติ ตามที่ได้ตั้งโจทย์ไว้ ส่งผลให้พรรคพันธมิตร คือกลุ่มการเมืองที่ได้รับการยอมรับจากทั้งประชาชนมลายา และรัฐบาลอังกฤษ ในการเป็นตัวแทนสำหรับการแสวงหาหนทางไปสู่เอกราชของมลายา
ดังนั้นแนวทางของพรรคพันธมิตร ก็คือแนวทางเดียวกับแนวทางของบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ ที่มีการศึกษาแบบอังกฤษ มีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอังกฤษ มีลักษณะความเป็นอนุรักษ์นิยมที่เต็มไปด้วยความประนีประนอมรอมชอม ส่งผลให้วิถีทางของความเป็นเอกราชของมลายา จึงเหมือนกับการต่อต้านแผนการสหภาพมลายา ซึ่งนั่นก็คือ การเจรจาเพื่อให้ได้มาซึ่งบรรลุเป้าหมายจากเงื่อนไขที่รัฐบาลอังกฤษได้ตั้งไว้ว่า ถ้าหากมลายาสามารถทำให้ปัญหาเหล่านี้หมดไป จึงจะให้มลายาเป็นเอกราชได้ ซึ่งเงื่อนไขนั้นก็คือ
ก. การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเชื้อชาติในพหุสังคม
ข. การจัดการกับปัญหาคอมมิวนิสต์
สำหรับปัญหาแรกนั้น จากการรวมกันของพรรคพันธมิตร ซึ่งถือได้ว่ารัฐบาลอังกฤษได้ยอมรับว่าเป็นตัวแทนของทุกเชื้อชาติแล้ว ส่วนปัญหาที่สองนั้นที่ถึงแม้ว่าปัญหาพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายานั้นจะเบาบางลง แต่ปัญหาดังกล่าวก็ยังมิได้หมดสิ้นไป ดังนั้นตนกู อับดุลห์ รามานห์ จึงได้พยายามแก้ไขปัญหาด้วยการเจรจาประนีประนอมกับกลุ่มคอมมิวนิสต์ โดยรัฐบาลมลายาจะให้นิรโทษกรรมแก่ผู้ก่อการร้ายในปี ค.ศ. 1955 และจะประกาศยุติภาวะฉุกเฉิน ซึ่งตนกู อับดุลห์ ราห์มาน พร้อมด้วย ตัน เชง ล็อก และเดวิด มาร์แชล ผู้เป็นนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์ในขณะนั้น ได้เจรจากับ จิน เปง หัวหน้าพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา โดยสถานการณ์ขณะนั้นพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาไม่สามารถอ้างได้ว่า จะสู้รบเพื่อเอกราชได้อีกต่อไป เพราะเรื่องเอกราชได้ดำเนินไปตามวิถีทางของรัฐธรรมนูญ แต่อย่างไรก็ตามการเจรจาในครั้งนี้ก็ไม่ประสบความสำเร็จ และภาวะฉุกเฉินก็ยังคงดำเนินสืบไป 18
หลังจากนั้นความพยายามของบรรดาสุลต่าน และพรรคพันธมิตรก็ได้เริ่มต้นขึ้นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากปัญหาคอมมิวนิสต์นั้น เป็นปัญหาที่จะต้องค่อยๆแก้ไข ประกอบกับความรุนแรงของปัญหาดังกล่าวก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นแนวทางเพื่อความเป็นเอกราชของมลายา ซึ่งจะต้องดำเนินการโดยบรรดาชนชั้นนำจึงได้ขอตัดประเด็นเงื่อนไขเรื่องคอมมิวนิสต์ออกไป และมุ่งไปสู่การเจรจาเรื่องความเป็นเอกราชกับรัฐบาลอังกฤษโดยตรง ซึ่งในเดือนมกราคม ค.ศ. 1958 ตัวแทนจากพรรคพันธมิตร พร้อมทั้งบรรดาสุลต่าน ได้เดินทางไปอังกฤษ โดยการนำของตนกู อับดุลห์ ราห์มาน 19 ตลอดการเจรจานั้นดูเหมือนว่า จะมีปัญหาบางประการในเรื่องบริหารของช่วงการส่งผ่านไปถึงความเป็นเอกราช แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาดังกล่าวก็สามารถลุล่วงไปได้
หลังจากนั้นก็มีการตอบสนองจากรัฐบาลอังกฤษ ต่อปฏิกิริยาของบรรดาสุลต่านและพรรคพันธมิตร โดยอังกฤษได้ตั้งคณะกรรมการเพื่อร่างรัฐธรรมนูญ ที่ประกอบด้วยสมาชิก 5 คน ซึ่งเลือกสรรมาจากเครือจักรภพ ภายใต้ประธาน คือ ลอร์ด รีด เพื่อฟังความเห็นของชาวมลายา และกลุ่มผลประโยชน์ต่างๆ ในช่วงเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม ค.ศ. 195620 ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญมลายาเพื่อการเป็นเอกราช แม้กระนั้นก็ตามรัฐธรรมนูญขั้นสุดท้ายก็ไม่น่าพอใจทั้งหมด ซึ่งทั้งตัวแทนของสุลต่านกับพรรคพันธมิตรได้โต้แย้งกัน ที่สุดในรัฐธรรมนูญเมอร์เดกานี้ ก็คือ สาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการเป็นพลเมือง และสิทธิพิเศษต่างๆ ของชาวมาเลย์ โดยที่อัมโน และตัวแทนของสุลต่านถูกขอร้องให้ยอมรับเอกสารที่จะกำหนดให้ถือสัญชาติเดียวกัน และยอมที่จะให้ประชาชนทั้งหมดในมลายามีคุณสมบัติเป็นพลเมืองโดยกำเนิด (Jus Soil) หรือโดยปฏิบัติครบถ้วนตามข้อกำหนดในเรื่องที่อยู่และภาษา พร้อมกับสาบานว่าจะมีความจงรักภักดี การยอมตกลงขั้นสุดท้ายของอัมโน และตัวแทนของสุลต่านเกี่ยวกับข้อกำหนดข้อนี้ ก็ได้มาด้วยการรับประกันสิทธิพิเศษของภูมิบุตรมาเลย์เป็นการตอบแทน
ดังนั้นในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่จึงกำหนดให้ประมุขสูงสุด (ยังดี เปอร์ตวน อากง) มีความรับผิดชอบในเรื่องการปกป้องฐานะพิเศษของชาวมาเลย์ เช่นเดียวกับ “ผลประโยชน์ที่ถูกต้องตามกฎหมาย” ของเชื้อชาติอื่นๆ อนุประโยคหลังนี้สะท้อนให้เห็นภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของคณะกรรมการ ในความพยายามที่จะทำให้ข้อเรียกร้องของมาเลย์เป็นที่พอใจ ขณะที่รักษาไว้ซึ่งหลักการเดิมในเรื่องการถือสัญชาติเดียวกัน พร้อมด้วยการเป็นพลเมือง นอกจากนี้รัฐธรรมนูญ เมอร์เดกา (Medeka Constitution) ได้กำหนดให้มีการประชุม Dubar (การประชุมของบรรดาสุลต่าน) เพื่อเลือกประมุขสูงสุดตามหลักอาวุโส โดยให้มีวาระ 5 ปี ในส่วนของรัฐสภานั้น ประกอบด้วยสภาผู้แทนที่ได้รับเลือกตั้งทั้งหมด (Dewan Rakyal) และวุฒิสภาที่ได้รับการแต่งตั้ง (Dewan Negara) บัญชีรายชื่อของรัฐ (State List) และบัญชีรายชื่อที่เห็นพ้อง (Concurrent List) จากนั้นสภานิติบัญญัติจึงได้ให้สัตยาบันรับรองรัฐธรรมนูญเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1957 และการประกาศเอกราชของสหพันธรัฐมลายา ก็มีขึ้นในวันที่ 15 สิงหาคม ค.ศ. 1957 21
บนความเป็นเอกราชของมลายาโดยบทบาทของชนชั้นนำมาเลย์ หรือ บรรดาสุลต่าน เชื้อ พระวงศ์ และแกนนำของพรรคอัมโนที่ล้วนแล้วแต่เป็นชนชั้นสูง ที่ต่างก็ได้รับความเคารพนับถือจากชาวมาเลย์ในฐานะตัวแทนของชาวมาเลย์ทั้งปวงเสมอมา ประกอบกับการมีความสัมพันธ์อันดีกับรัฐบาลอังกฤษแต่เดิม ซึ่งบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ก็ยังคงใช้หลักการในการเจรจาประนีประนอม โดยที่อังกฤษเองก็พร้อมยอมรับข้อเสนอของคนกลุ่มนี้ด้วยความรอมชอม เห็นได้จากกรณีที่อังกฤษยอมให้เอกราชแก่ มลายา ทั้งที่เงื่อนไขในประเด็นคอมมิวนิสต์ และภาวะฉุกเฉินนั้นก็ยังไม่สิ้นสุด โดยภาวะฉุกเฉินนั้นได้ยกเลิกอย่างเป็นทางการเมื่อ ค.ศ. 1960 22 และประเด็นเนื้อหาในรัฐธรรมนูญ ที่อังกฤษเองก็ได้ยอมรับในเงื่อนไขที่ว่าด้วยเรื่องสิทธิของภูมิบุตรมาเลย์ เป็นต้น อาจจะกล่าวได้ว่า การได้รับการยอมรับจากชาวมาเลย์ที่มีต่อบรรดาชนชั้นนำ และการเจรจากับอังกฤษในคริสต์ศตวรรษที่ 1950 -1960 ภายใต้บทบาทของชนชั้นนำมาเลย์ คือ บทบาทที่สามารถทำให้มลายา สามารถก้าวไปสู่ความเป็นเอกราชบนแนวทางสันติวิธีได้สำเร็จ

-------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1 อุษณีย์ กรรณสูต, พื้นฐานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ : บริษัทสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2516), หน้า 20
2 ซี แมรี เทรินบูล, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน, แปลโดย ทองสุข เกตุโรจน์ (กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2540), หน้า 425
3 Gordon P. Means, op. cit., p.124-125
4 บาร์บารา วัตสัน อันดายา และลีโอนาร์ด วาย อันดายา, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย : A History of Malaysia, แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำรา, 2549), หน้า 459
5 Gordon P. Means, op. cit., p.126
6 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 459
7 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 425
8 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, พรรคการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 335
9 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 460
10 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 426
11 เอน.เจ.ไรอัน, เรื่องเดิม, หน้า 253
12 อุษณีย์ กรรณสูต, เรื่องเดิม, หน้า 180
13 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, เรื่องเดิม, หน้า 339
14 เรื่องเดิม, หน้า 334
15 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 445
16 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, เรื่องเดิม, หน้า 333
17 เรื่องเดิม, หน้า 335
18 เอน.เจ.ไรอัน, เรื่องเดิม, หน้า 253
19 Stanley S. Bedlington, op. cit,. P.89
20 Ibid
21 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 462
22 เอน.เจ.ไรอัน, เรื่องเดิม, หน้า 253
Keywords : การเมืองมาเลเซีย, ชนชั้นนำ, ขบวนการชาตินิยม, อิสลาม, วทัญญู ใจบริสุทธิ์

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น

นายกรัฐมนตรีคนใหม่ของญี่ปุ่น
วันที่ 25 กันยายน 2007 รัฐสภาของญี่ปุ่นได้ลงมติเลือกนายยาสุโอะ ฟุกุดะ ให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนใหม่ แทนนายชินโสะ อาเบะ ที่ได้ลาออกไปเมื่อวันที่ 12 กันยายน 2007 แต่นายกรัฐมนตรีคนใหม่ซึ่งเป็นบุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีทาเคโอะ ฟุกุดะ เจ้าของฉายา “ลัทธิฟุกุดะ” ผู้โด่งดังในเอเชียตะวันออกเมื่อทศวรรษ 1970 จะยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรีได้นานเพียงใด ท่ามกลางการต่อต้านจากพรรคฝ่ายค้านที่เข้มแข็งในสภาสูง
นายอาเบะ นายกรัฐมนตรีคนก่อนได้เข้ารับตำแหน่งเมื่อเดือนกันยายน 2006 โดยเป็นนายกรัฐมนตรีซึ่งอายุน้อยที่สุดของญี่ปุ่น ผลงานสำคัญคือการออกกฎหมายแก้ไขรัฐธรรมนูญได้สำเร็จในเดือนพฤษภาคม 2007 และสามารถแก้ไขความสัมพันธ์ที่เย็นชากับประเทศเพื่อนบ้านคือ จีนและเกาหลีใต้ได้สำเร็จ แต่คณะรัฐมนตรีของเขามีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับการเงิน เช่น การแจ้งจำนวนค่าใช้จ่ายในการหาเสียง เรื่องการรับเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างไม่ถูกต้อง จนทำให้มีรัฐมนตรีต้องลาออกรวมทั้งกระทำอัตวินิบาตกรรมไปถึง 5 คน ทำให้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาสูงเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2007 พรรค LDP (Liberal Democratic Party) ซึ่งนายอาเบะเป็นประธาน ต้องพ่ายแพ้แก่พรรค DPJ (Democratic Party of Japan) ที่กลายมาเป็นพรรคซึ่งครองเสียงส่วนใหญ่ในสภาสูง
ความแตกต่างระหว่างนายอาเบะกับนายโคอิสุมิ ซึ่งดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ได้ถึง 5 ปี อยู่ที่นโยบายการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจ ในยุคของนายโคอิสุมินั้น เขาเน้นการปฏิรูปกิจการไปรษณีย์ เป็นหัวใจของการปฏิรูปเศรษฐกิจและการเมืองของญี่ปุ่น ความเพลี่ยงพล้ำของกลุ่มอนุรักษ์นิยมเก่าแก่ในพรรค LDP ทำให้ชาวญี่ปุ่นตื่นเต้น เพราะสอดคล้องกับความปรารถนาของชาวญี่ปุ่น ที่ต้องการจะเห็นการปรับโครงสร้างทั้งการเมืองและเศรษฐกิจของประเทศ และได้รับการตอบรับอย่างดี แต่ญี่ปุ่นก็มีปัญหาอย่างมากกับประเทศเพื่อนบ้าน เช่น จีนและเกาหลีใต้ อีกทั้งผลจากการปฏิรูปเศรษฐกิจซึ่งทำให้เศรษฐกิจญี่ปุ่นอยู่ในช่วงเติบโตช้าลงไปบ้าง ก็ทำให้ชาวญี่ปุ่นบางกลุ่มไม่พอใจ เพราะฉะนั้นแม้ว่านายโคอิสุมิจะได้รับความนิยมจากบุคคลทั่วไปในระยะแรก แต่กลับถูกต่อต้านอย่างหนักจากภายในพรรค LDP ในช่วง 10 เดือนแรกของรัฐบาล นายอาเบะไม่ได้สานต่อนโยบายการปฏิรูปมากเหมือนกับที่นายโคอิสุมิดำเนินการไว้อย่างแข็งขัน นายอาเบะดูจะหันไปหาแนวทางที่มุ่งให้เศรษฐกิจเติบโตโดยเร็ว มากกว่าการปฏิรูปที่ต้องอดทนกับการเติบโตช้า นอกจากนั้นนายอาเบะก็ไปมุ่งเน้นกิจการต่างประเทศมากกว่าการปฏิรูป ทั้งนี้อาจเป็นเพราะเมื่อนายอาเบะเข้ามารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีนั้น ปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับต่างประเทศเป็นประเด็นที่เร่งด่วน สหรัฐอเมริกาก็กำลังเปลี่ยนท่าทีเกี่ยวกับกรณีปัญหานิวเคลียร์ในเกาหลีเหนือ อีกทั้งยังมีกรณีที่ญี่ปุ่นถูกสหรัฐฯวิพากษ์วิจารณ์ เกี่ยวกับเรื่องผู้หญิงที่ถูกบังคับเป็นนางบำเรอในช่วงสงครามโลก
อีกประการหนึ่งคือการแต่งตั้งคณะรัฐมนตรี ในขณะที่นายโคอิสุมิไม่ได้ปรึกษาหัวหน้ากลุ่มต่างๆ ทำให้รัฐมนตรีต่างต้องขึ้นตรงต่อนายโคอิสุมิ แต่ทีมของนายอาเบะกลับไม่รู้สึกว่าต้องรับผิดชอบต่อนายกฯ มากเท่าที่ควร นำมาซึ่งปัญหาที่ทำให้ความนิยมในตัวนายกรัฐมนตรีอาเบะตกต่ำลงอย่างรวดเร็ว ตั้งแต่เดือนธันวาคม 2006 เมื่อบรรดารัฐมนตรีของนายอาเบะ เริ่มมีปัญหาถูกเปิดโปงเรื่องการคอร์รัปชั่น ต่อมารัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมและการต่างประเทศ วิจารณ์นโยบายของสหรัฐฯในกรณีโอกินาวาและในปฏิบัติการที่อิรัก ทั้งๆที่นายกรัฐมนตรีมีนโยบายเดินตามสหรัฐฯ สร้างความอิหลักอิเหลื่อให้แก่นายกรัฐมนตรี ครั้นต่อมาพรรค LDP นำโดยนายอาเบะ มีการรับสมาชิกพรรคที่เคยต่อต้านการปฏิรูปกิจการไปรษณีย์สมัยนายโคอิสุมิกลับเข้าพรรคอีก 11 คน เหตุการณ์เหล่านี้ล้วนทำให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงในมาตรฐานทางคุณธรรมของผู้นำประเทศมากขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อมีข่าวเปิดโปงออกมาเรื่องการคอร์รัปชั่นของรัฐมนตรีคนอื่นๆรัฐมนตรีคนหนึ่งถึงกับสังหารชีวิตตนเอง และมีความผิดพลาดเรื่องการดูแลกองทุนเบี้ยประกันสวัสดิการคนชรา จึงยิ่งตอกย้ำความผิดพลาดของนายอาเบะที่ไปเลือกเอาคนที่มีปัญหามารับตำแหน่งสำคัญๆของประเทศ แม้ว่าภายหลังจากการเลือกตั้งสภาสูงแล้วมีการปรับคณะรัฐมนตรี ก็ไม่ช่วยให้ภาพพจน์ของนายอาเบะดีขึ้นได้ จนต้องลาออกไปในที่สุด
นายฟุกุดะนั้นกล่าวกันว่าเป็นนักเจรจาที่เก่งมากคนหนึ่ง เคยดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรีมาหลายสมัย มีความสัมพันธ์กับบุคคลในวงการต่างประเทศดี และมีประสบการณ์เด่นๆในด้านการต่างประเทศ คณะรัฐมนตรีของเขาชุดนี้ เน้นการเลือกบุคคลที่มีศักยภาพที่จะผลักดันนโยบายการต่ออายุปฏิบัติการของกองกำลังป้องกันตนเองในมหาสมุทรอินเดีย และหันกลับไปอาศัยการปรึกษาผู้นำกลุ่มต่างๆในพรรค ในการคัดสรรบุคคลมาดำรงตำแหน่งในคณะรัฐมนตรี วิธีนี้ก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีก็คือการปรึกษาหัวหน้ากลุ่มต่างๆของพรรค ช่วยให้คณะรัฐมนตรีของนายฟุกุดะไม่ถูกต่อต้านจากภายในพรรคมากจนเกินไป ข้อเสียคือเชื่อกันว่าการเมืองในรูปแบบเก่าๆก่อให้เกิดการคอร์รัปชั่นอย่างเป็นระบบ และประชาชนต้องการเห็นการเปลี่ยนแปลงไปจากรูปแบบเดิมๆ ซึ่งเป็นจุดขายของนายโคอิสุมิ
ปัญหาค้างคาที่รัฐบาลของนายฟุกุดะจะต้องจัดการก็คือ 1) การผ่านกฎหมายต่ออายุปฏิบัติการสนับสนุนกองทัพของสหรัฐฯ ในอัฟกานิสถาน ซึ่งกองกำลังของญี่ปุ่นปฏิบัติการเติมน้ำมันในมหาสมุทรอินเดีย 2) การปรับระบบภาษีหรือการขึ้นภาษีผู้บริโภค เพื่อนำรายได้มาใช้จ่ายในการดูแลสังคมคนชราของญี่ปุ่น ซึ่งกำลังมีสัดส่วนมากขึ้นเรื่อยๆในปัจจุบันและในอนาคตด้วย และ 3) การปรับปรุงระบบสวัสดิการคนชรา
ช่วงสำคัญของรัฐบาลญี่ปุ่นขณะนี้คือ รัฐสภาเพิ่งเปิดประชุมสมัยวิสามัญไปเมื่ออาทิตย์ที่สองของเดือนกันยายน 2007 ต้องหยุดชะงักไปเพราะการลาออกของนายกรัฐมนตรี ทั้งนี้ประเด็นเร่งด่วนที่ค้างคาอยู่ คือปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งจะหมดอายุลงในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2007 การคงกองกำลังไว้ปฏิบัติการสนับสนุนกองกำลังของสหรัฐฯ เป็นเรื่องสำคัญสำหรับญี่ปุ่นซึ่งต้องการปรับตัวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจหนึ่งของโลก ต้องการแสดงตนว่ามีส่วนร่วมรับผิดชอบในกิจการของโลก ไม่ใช่เพียงแต่เป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่พรรคฝ่ายค้านซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่งของญี่ปุ่น เกรงว่าการเข้าไปยุ่งเกี่ยวในกิจการร่วมกับสหรัฐฯ อาจทำให้ญี่ปุ่นถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องในความขัดแย้งอื่นๆของโลกด้วย อันเป็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนา พรรคฝ่ายค้านซึ่งขณะนี้มีเสียงส่วนใหญ่ในสภาสูง วางแผนที่จะโค่นล้มความพยายามของรัฐบาลในเรื่องนี้ และต้องการจะบีบให้มีการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งใหม่ เปิดโอกาสให้พรรค DPJ ขึ้นมาเป็นพรรคเสียงข้างมากในสภา และจัดตั้งรัฐบาล ปัญหาสำหรับนายฟุกุดะก็คือ รัฐสภาจะสามารถโน้มน้าวสมาชิกรัฐสภา เพื่อผลักดันให้มีการต่ออายุปฏิบัติการเติมน้ำมันนี้ได้หรือไม่ การยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่ คงจะไม่ดีต่อกระบวนการออกกฎหมายต่ออายุปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดีย แต่สำหรับนายฟุกุดะ ความหวังที่ยังพอมีอยู่ก็คือ ตราบใดที่ยังมีการเจรจากันระหว่างพรรคฝ่ายค้านกับรัฐบาล กองกำลังก็ยังสามารถปฏิบัติการไปได้เรื่อยๆ
ขณะที่กำลังเขียนบทความนี้ ดูเหมือนว่าฝ่ายที่เห็นชอบกับการคงกองกำลังไว้ในมหาสมุทรอินเดียกำลังมีจำนวนเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ความต้องการและความเข้าใจของประชาชน อาจจะช่วยสนับสนุนฝ่ายรัฐบาลได้มาก แต่ประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักของพรรคฝ่ายค้าน ผู้นำของพรรคหาเสียงไว้ตั้งแต่ช่วงการเลือกตั้งสภาสูง และมีท่าทีแข็งขันมาตลอด แม้ว่าผู้แทนจากสหรัฐฯจะเคยขอเจรจาโดยตรงกับผู้นำพรรค DPJ มาแล้วด้วยซ้ำ หากพรรค DPJ ไม่สามารถผลักดันประเด็นของตนเองให้ถึงที่สุด หรือเปลี่ยนใจกลับลำในตอนนี้ ก็คงจะต้องเสียคะแนนนิยมไปอย่างที่เรียกว่ากู่ไม่กลับ ซึ่งเรื่องนี้หัวหน้าพรรคอย่างนายโอซาวา (Ichiro Ozawa) จะต้องสู้ยิบตาอย่างแน่นอน
เพียงเรื่องกองกำลังในมหาสมุทรอินเดียเรื่องเดียว ก็เป็นปัญหาเฉพาะหน้าที่หนักหน่วงสำหรับนายฟุกุดะแล้ว คงยังไม่ต้องพูดถึงการขึ้นภาษีผู้บริโภค ซึ่งแม้จะเข้าใจกันว่าเป็นความจำเป็นของประเทศ แต่ก็ไม่มีใครต้องการให้เกิด อุปสรรคสำคัญอีกประการหนึ่งคือ พรรคฝ่ายค้านก็กำลังเร่งรัดให้มีการยุบสภา หากรัฐบาลสามารถผ่านพ้นอุปสรรคเรื่องปฏิบัติการในมหาสมุทรอินเดียได้ ฝ่ายค้านก็เตรียมที่จะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งก็จะเป็นการบีบรัฐบาลอีกทางหนึ่งให้ยุบสภา ดูเหมือนว่าอนาคตของรัฐบาลนายฟุกุดะจะยากลำบากจริงๆ
Keywords : การเมืองญี่ปุ่น นายกรัฐมนตรีฟูกุดะ ญี่ปุ่น ทรายแก้ว ทิพากร
บทบาทชนชั้นนำมาเลย์กับการได้รับเอกราชของมลายา (2)
เมื่อกลุ่มที่ได้รับการศึกษาตามแนวทางอิสลาม และกลุ่มหัวรุนแรง ไม่สามารถจูงใจชาวมาเลย์ได้ ประกอบกับลัทธิชาตินิยมของมลายาเองก็พัฒนาไปได้ช้า ทั้งนี้เป็นเพราะก่อนที่จะเกิดแผนการสหภาพมลายาขึ้น อังกฤษก็ปกครองมลายาโดยมิได้กดขี่และข่มเหง อีกทั้งชาวมาเลย์เองนั้นต่างก็มีความจงรักภักดีต่อรัฐของตน มากกว่าจะจงรักภักดีต่อมลายาโดยรวม หรืออาจกล่าวได้ว่าคนเหล่านี้ไม่ได้มีพันธะผูกพันกับรัฐบาลกลางหรือกับองค์การทางศาสนา เนื่องจากศาสนาอิสลามไม่มีนักบวช ดังนั้นความจงรักภักดีต่อสุลต่าน และศาสนาอิสลามที่เป็นลักษณะเด่นของชาวมาเลย์ ได้สร้างสถาบันสุลต่านให้กลายมาเป็นสัญลักษณ์ และจุดรวมของลัทธิชาตินิยมมลายา1 โดยที่บรรดาสุลต่านต่างตั้งใจที่จะรับบทบาทผู้นำในการคัดค้านสหภาพมลายา2 หรืออาจจะกล่าวได้ว่าลัทธิชาตินิยมภายใต้การนำของบรรดาชนชั้นนำ ได้รวมชาวมาเลย์ทั้งปวงเข้าไว้ในการต่อต้านแผนการจัดตั้งสหภาพมลายา เนื่องมาจากประชาชนมาเลย์ต่างเชื่อมั่นและศรัทธาต่อบรรดาชนชั้นนำ รวมถึงการที่เล็งเห็นว่าแนวทางชาตินิยมภายใต้การนำของบรรดาชนชั้นนำหรือสุลต่านนั้น คือแนวทางสอดคล้องกับศาสนาอิสลาม และประเพณีวัฒนธรรมแบบมลายา
นอกจากนี้การที่รัฐบาลอังกฤษได้สนับสนุนให้กลุ่มชนชั้นนำ มีการประชุมร่วมกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นการที่ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้ได้รับการหล่อหลอมให้มีความสามัคคีกัน3 จนกลุ่มชนชั้นนำหรือบรรดาสุลต่านและเชื้อพระวงศ์มาเลย์ได้ริเริ่มก่อตั้งสมาคมต่างๆ ในช่วงปี 1930s และได้พัฒนามาเป็น Pan Malayan Congress ซึ่งมี ดาโต๊ะ ออน บิน จาฟาร์ บุตรบุญธรรมของสุลต่านยะโฮร์ และมุขมนตรี (Chief Minister) แห่งยะโฮร์ ได้รับเกียรติให้เป็นประธานของ Pan Malayan Congress โดยได้จัดให้มีการประชุมวาระเร่งด่วน (Emergency meeting) เพื่อคว่ำบาตรแผนการสหภาพมลายา ทำให้ไม่มีสุลต่านองค์ใดเลยที่เข้าร่วมกับพิธีก่อตั้งสหภาพมลายาของอังกฤษ อีกทั้งยังมีการเดินขบวนของประชาชนมาเลย์เพื่อแสดงให้เห็นถึงการต่อต้านแผนการสหภาพมลายา โดยการคาดผ้าขาวบนหมวก Songkok สีดำ อันเป็นนัยสัญลักษณ์แห่งสิทธิโดยกำเนิดและเสรีภาพ การคว่ำบาตรได้ดำเนินการอย่างต่อเนื่องเรื่อยมา 4 จนในเดือนพฤษภาคมจึงได้มีการก่อตั้งพรรค Pertubuhan KebangSaan Melayu Bersatu (United Malay National Organization : UMNO) ขึ้น โดยมี ดาโต๊ะ ออน เป็นประธานคนแรก5 ซึ่งพรรค UMNO นั้นเรียกได้ว่าเป็นขบวนการชาตินิยมที่ต่อสู้เพื่อสิทธิของภูมิบุตรมาเลย์ โดยมีรากฐานจากการสนับสนุนและมีส่วนร่วม ของบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ในการดำเนินการ อาจกล่าวได้ว่าขบวนการชาตินิยมมาเลย์เกิดขึ้นโดยไม่ยากลำบากอะไร เพราะปกติแล้วชาวมาเลย์ทั่วไปต่างก็มีความจงรักภักดีต่อสุลต่านของพวกเขาเอง 6 ทำให้ลัทธิชาตินิยมมาเลย์เติบโตขึ้นแทบจะในช่วงเวลาเพียงชั่วข้ามคืน อัมโนได้ตั้งสาขาขึ้นอย่างรวดเร็ว และได้จัดให้มีการชุมนุมประท้วงทั่วประเทศ 7 ซึ่งการชุมนุมครั้งใหญ่ที่สุดคือ การชุมนุมที่กัวลากังซาร์ ซึ่งเป็นการชุมนุมที่บรรดาสุลต่านเข้าร่วมด้วย8 โดยที่การต่อสู้ของชาวมาเลย์ดังกล่าวก็มิได้ดำเนินไปอย่างโดดเดี่ยว เพราะบรรดาข้าราชการอังกฤษระดับสูงที่พ้นจากอำนาจแล้ว อาทิ เซอร์ เซอซิล คลิเมนติ, สเวต เดนแฮม ยอร์ช แมกซ์เวลส์, อินสเต็ดท์ และกิลมาร์ค ต่างก็สนับสนุนชาวมาเลย์ ในการต่อต้านแผนการสหภาพมลายา 9 ที่เป็นเช่นนี้ก็น่าจะมีสาเหตุมาจาก ความสัมพันธ์อันดีระหว่างกลุ่มอดีตข้าราชการอังกฤษ กับบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ ที่เคยทำงานร่วมกันและเกื้อกูลกันมาก่อนหน้านี้
ในส่วนของชุมชนชาวจีนและอินเดีย อาจมองเห็นว่าสหภาพมลายาจะทำประโยชน์บางประการ แต่พวกเขาก็ไม่ปล่อยให้มีการรับรองโดยปราศจากเงื่อนไข เมื่อชาวอินเดียได้ก่อตั้งพรรคชาตินิยมอินเดียมลายา (Malayan Indian Congress : MIC) ขึ้นในเดือนสิงหาคม ค.ศ. 1946 ซึ่งผู้นำของ MIC ก็สนับสนุนฐานะของชาวมาเลย์ตั้งแต่แรก ส่วนชาวจีนก็ได้รับรองแนวทางทั่วไปของข้อเสนอ แต่ก็หวาดกลัวว่าพวกเขาจะสูญเสียสัญชาติจีน ถ้าพวกเขายอมรับความเป็นพลเมืองมลายา นอกจากนี้กลุ่มฝ่ายซ้ายในทุกชาติพันธุ์ต่างก็วิพากษ์วิจารณ์ เพราะข้อเสนอเรื่องสหภาพมลายามิได้แสดงให้เห็นว่ามีการเตรียมการใด ๆ เป็นพิเศษสำหรับการเลือกตั้งเลย อีกทั้งยังมีความสงสัยว่าแม้แต่การสนับสนุนอย่างพร้อมเพรียงกันและอย่างเปิดเผย ก็ไม่สามารถจะต้านทานกำลังการคัดค้านของชาวมาเลย์ได้ 10 เมื่อไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองจากชาวจีนหรือชาวอินเดีย และได้รับความรู้สึกในการต่อต้านอย่างรุนแรง และความวิตกกังวลจากชาวมาเลย์ทุกระดับสังคม ซึ่งเซอร์ เอ็ดเวริ์ด เจนท์ ผู้ว่าการสหภาพมลายา ก็เชื่อมั่นว่าแผนการจัดตั้งสหภาพมลายาจะไม่ประสบความสำเร็จอย่างแน่นอน 11 ส่งผลให้รัฐบาลอังกฤษต้องทบทวนถึงแนวทางของแผนการดังกล่าวเสียใหม่
ในวันที่ 3 กรกฎาคม ค.ศ. 1946 การเจรจาระหว่างผู้ว่าการทั่วไป มัลคอล์ม แมคโดนัล และผู้ว่าการ เซอร์ เอ็ดเวริด เจนท์ กับบรรดาสุลต่าน และตัวแทนจากพรรคอัมโน ซึ่งกระทรวงอาณานิคมก็ได้ตกลงที่จะระงับเรื่องความเป็นพลเมืองมลายา และปรับเปลี่ยนแผนการสหภาพมลายาอันเป็นสนธิสัญญาที่ริเริ่มโดย ฮาร์โรล แมคไมเคิล พร้อมทั้ง เจนท์ ได้ประกาศถึงรูปแบบของการเจรจาหารือ ซึ่งประกอบด้วยคณะกรรมการจำนวน 12 คน ที่รู้จักกันในนามของคณะกรรมการทำงาน (Working Committee) ซึ่งประกอบขึ้นด้วย เจ้าหน้าที่อังกฤษ 6 คน สุลต่าน 4 พระองค์ และตัวแทนจากพรรคอัมโน 2 คน 12 เพื่อหาข้อสรุปในการก้าวไปสู่ความเป็นสหพันธ์มลายา
ในระหว่างนั้นความร่วมมือกันระหว่างรัฐบาลอังกฤษกับบรรดาชั้นนำมาเลย์ ที่ต่างก็สนับสนุนการรักษาแบบแผนการเมืองแบบจารีตเอาไว้ ก็ได้กระตุ้นให้กลุ่มการเมืองอื่นที่มีความเห็นแตกต่างไป ได้เข้ามามีบทบาททางการเมือง โดยเฉพาะพรรคชาตินิยมมลายา (Malay Nationalist Party : MNP) ที่มีเป้าหมายในการรวบรวมมลายาเข้ากับอินโดนีเซียที่เป็นเอกราช นอกจากนั้นพรรค MNP ยังได้โจมตีพรรคอัมโนว่าเป็นพรรคการเมืองเฉพาะของชนชั้นนำเท่านั้น ซึ่งกลุ่มฝ่ายค้านได้ก่อตั้งคณะกรรมการร่วมแพน – มลายัน (Pan – Malayan Council of Joint Action) โดยนำเอาพรรคสหภาพประชาธิปไตย มลายัน (Malayan Democratic Union : MDU) สมาคมจีนอังกฤษแห่งสเตรทส์เซ็ทเทิลเมนท์ สหภาพการค้าแห่งมลายา เข้ามารวมด้วย โดยมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา (MCP) ให้การสนับสนุนอยู่ และคณะกรรมการปฏิบัติการร่วมแพน-มลายัน ยังได้สร้างความสัมพันธ์กับแนวร่วมสหประชาชน (People’s United Front : Putera) ซึ่งพรรค MNP ให้การสนับสนุน หลังจากนั้นทั้งสองกลุ่มก็ร่วมตัวกันภายใต้ชื่อ AMCJA-PUTERA โดยที่คณะกรรมการดังกล่าวได้ยกร่างข้อเสนอรัฐธรรมนูญ ที่เรียกร้องให้สหพันธ์ มลายารวมเอาสิงคโปร์เข้าด้วย โดยมีคณะกรรมการฝ่ายบริหารรับผิดชอบต่อสภานิติบัญญัติ ที่ได้รับเลือกจากทุกคนไม่ว่าเชื้อชาติใดที่มีภูมิลำเนาอยู่ในมลายา แต่รัฐบาลอังกฤษก็ไม่ยอมรับว่า AMCJA – PUTERA สามารถทำหน้าที่เป็นตัวแทนความคิดเห็นของชาวมลายูทั้งหมด13 ดังนั้น อังกฤษจึงปฏิเสธแนวทางที่นำเสนอโดย AMCJA – PUTERA อย่างสิ้นเชิง และได้ดำเนินการเจรจาในประเด็นของสหพันธมลายากับบรรดาชนชั้นนำอย่างต่อเนื่อง
ในการเจรจาระหว่างอังกฤษกับบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ ที่สุลต่านได้ริเริ่มนำเสนอความเป็นสหพันธมลายา การทำข้อตกลงใหม่ก็ดำเนินไปอย่างเต็มที่ ในการประชุมติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง ระหว่างสุลต่าน เจ้าหน้าที่อังกฤษ และผู้นำของพรรคอัมโน หลังจากเจรจาอภิปรายแล้วจึงตกลงกันว่าสหพันธ์จะต้องส่งเสริมอธิปไตยของสุลต่าน ในความเป็นเอกเทศของรัฐทั้งหลาย และสิทธิพิเศษของชาวมาเลย์ มีรัฐบาลกลางแห่งเดียวที่เข้มแข็ง ซึ่งจะได้รับการสถาปนาขึ้นพร้อมกับอำนาจนิติบัญญัติ ในส่วนของการเป็นพลเมือง จะให้มีการควบคุมกันอย่างเข้มงวด โดยที่บังคับให้คนต่างด้าวต้องพักอาศัยในมลายาไม่น้อยกว่า 15 ใน 25 ปี และมีความสามารถในการใช้ภาษามาเลย์ หรืออังกฤษได้บ้าง ในด้านของตำแหน่งข้าหลวงใหญ่ (high commissioner) นั้น ต้องได้รับการแต่งตั้งโดยอำนาจของสุลต่าน และคำว่า “มลายัน” ไม่เป็นที่รับรองในเอกสารของสหพันธ์อย่างเป็นทางการ ขณะที่ความเป็นมลายู (Melayu) ได้รับการสงวนไว้สำหรับปัจเจกบุคคล ซึ่งจะต้องเป็นผู้พูดภาษามาเลย์เป็นปกติวิสัย นับถือศาสนาอิสลาม และปฏิบัติตามธรรมเนียมมาเลย์14 ส่วนลักษณะของสิงคโปร์ก็ยังคงสถานะของความเป็นอาณานิคมของอังกฤษ ที่แยกตัวออกไปจากสหพันธรัฐมลายา นอกจากนี้สาระและแนวทางหลักที่สำคัญของการเป็นสหพันธ์ ยังมีเป้าหมายในการไปสู่การปกครองตนเองของมลายา โดยการขยายสภานิติบัญญัติให้ชาว มลายา มีส่วนร่วมในสภาพมากขึ้น15 ทั้งนี้เมื่อคณะกรรมการทำงานได้ข้อสรุปของการเจรจาระหว่างกันในที่สุด แนวทางของสหภาพมลายาก็ต้องถูกยกเลิกไป และประกาศใช้รูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐมลายาในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 194816
จากบทบาทของบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ ที่ยึดหลักในการเจรจาแบบประนีประนอม ประกอบกับความสัมพันธ์ระหว่างชนชั้นนำมาเลย์กับรัฐบาลอังกฤษ ส่งผลให้การรักษาสิทธิของภูมิบุตรมาเลย์และความเป็นองค์อธิปัตย์ของสุลต่าน ยังดำรงคงอยู่ภายใต้รูปแบบการปกครองแบบสหพันธรัฐ อันเป็นการเปลี่ยนแปลงแนวทางของสหภาพมลายา ที่มุ่งเน้นในความเท่าเทียมของทุกเชื้อชาติมาสู่การสนับสนุนชาวมาเลย์ (Promalay) อีกครั้งของรัฐบาลอังกฤษ เมื่อมองถึงกลุ่มการเมืองอื่นที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมในการหาข้อสรุปและแนวทางของสหพันธรัฐมลายา นั่นคือ กลุ่ม AMCJA-PUTERA ซึ่งได้ถูกทางอังกฤษปฏิเสธการเจรจาร่วม ทั้งนี้ก็น่าจะเกิดมาจากปัจจัย 4 ประการด้วยกัน กล่าวคือ
ก. รัฐบาลอังกฤษมีความสัมพันธ์อันดีกับบรรดาชนชั้นนำมาเลย์ และทั้งสองฝ่ายก็ดำเนินการเจรจาระหว่างกันมาช้านาน ประกอบกับแนวทางอนุรักษ์นิยมของกลุ่มชนชั้นนำที่เน้นการประนีประนอมนั้น ก็สอดคล้องกับแนวทางของอังกฤษในมลายา
ข. ถึงแม้ว่า AMCJA-PUTERA จะอ้างว่า กลุ่มของตนสามารถสร้างแนวร่วมได้จากทุกเชื้อชาติ ตามที่อังกฤษคาดหวังไว้ในแผนการสหภาพมลายา แต่หากพิจารณาถึงจุดยืนของกลุ่มชาวจีนและชาวอินเดียแล้ว ก็มีจำนวนไม่น้อยที่ยังจงรักภักดีต่อแผ่นดินแม่มากกว่ามลายา
ค. บรรดาชนชั้นนำมาเลย์ เป็นกลุ่มบุคคลที่สามารถรวมชาวมาเลย์ทั้งปวง ให้รวมตัวกันในลักษณะแบบขบวนการชาตินิยมขึ้นมาได้ และสร้างความตื่นตัวทางการเมืองไปทั่วทั้งดินแดนมลายา ประกอบกับชาวมาเลย์ คือภูมิบุตรที่ย่อมจะจงรักภักดีต่อมาตุภูมิ
ง. การรวมตัวกันเป็น AMCJA-PUTERA คือการรวมตัวของกลุ่มหรือพรรคการเมือง ที่เป็นขั้วตรงข้ามกับพรรคอัมโนที่เป็นพรรคของชนชั้นนำ ไม่ว่าจะเป็นพรรค MDU พรรค MNP และที่สำคัญ AMCJA-PUTERA ยังมีพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาเข้าร่วมด้วย ซึ่งความหวาดระแวงของอังกฤษต่อกลุ่มอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ ก็น่าจะเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้อังกฤษไม่ต้องการเจรจากับ AMCJA-PUTERA
หลังจากที่ AMCJA-PUTERA ประสบความล้มเหลวลง การไม่ยอมรับของรัฐบาลอังกฤษ ทำให้การสนับสนุนทั้งจากหอการค้าจีน และพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายาได้ยุติลง ส่งผลให้ AMCJA-PUTERA ต้องยุติบทบาทลงเช่นกัน17 ดังนั้นบรรดาพรรคต่างๆ คือ พรรค MDU พรรค MNP ที่เคยรวมอยู่กับ AMCJA จึงได้หันไปร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา โดยได้ประณามแนวทางของอังกฤษว่าเป็นแผนการเอาใจชาวมาเลย์ ส่วนคอมมิวนิสต์นั้นต้องการเอกราชโดยถือหลักความเท่าเทียมของทุกเชื้อชาติเป็นพื้นฐาน แต่อังกฤษไม่ยอมทำตาม ด้วยเหตุนี้จึงเกิดการต่อต้านอังกฤษอย่างรุนแรงตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ด้วยการก่อการร้าย และก่อจลาจลเพื่อยึดครองดินแดนมลายา โดยกำหนดว่าวันที่ 3 สิงหาคม ค.ศ. 1948 เป็นวันสถาปนารัฐคอมมิวนิสต์มาเลย์ จนทำให้รัฐบาลอังกฤษต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน (Emergency Period) ทั่วประเทศ เพื่อที่จะใช้กองกำลังทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์อย่างเต็มที่ 18 ซึ่งรวมไปถึงพรรคแนวร่วมของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา ไม่ว่าจะเป็นพรรค MNP และพรรค MDU ทำให้พรรคการเมืองทั้งสองต้องยุติบทบาททางการเมืองลง
ด้วยบทบาทของพรรคอัมโนในการต่อต้านแผนการสหภาพจนเป็นผลสำเร็จ ทำให้พรรคที่สนับสนุนโดยบรรดาชนชั้นนำมาเลย์พรรคนี้ ได้กลายมาเป็นตัวแทนของชาวมาเลย์อย่างเต็มภาคภูมิ นับจากนั้นเป็นต้นมาพรรคอัมโนก็ก้าวไปสู่เป้าหมายอันสูงสุดนั่นคือ ความเป็นเอกราชของมลายา ซึ่งแนวทางในการได้รับเอกราชของมลายาส่วนหนึ่ง คือการเสนอตัวให้กับประชาชนชาวมลายายอมรับ โดยผ่านทางพรรคการเมือง และกระบวนการทางการเมืองสมัยใหม่ อีกส่วนหนึ่งก็คือ การยอมรับของรัฐบาลอังกฤษว่า มลายาจะสามารถปกครองตนเองได้หรือไม่ ซึ่งต้องยอมรับว่าอังกฤษเองก็มีบทบาทที่สำคัญ ต่อการส่งเสริมให้สหพันธรัฐมลายาได้รับเอกราช ตามนโยบายที่ทางลอนดอนได้มีการวางเป้าหมายที่จะพัฒนามลายาไปสู่จุดหมายนั้น ตั้งแต่การก่อตั้งสหพันธรัฐเมื่อปี ค.ศ. 1948 แต่ด้วยปัญหาคอมมิวนิสต์เข้ามาแทรก จึงทำให้ต้องแก้ปัญหาอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศเสียก่อน 19

--------------------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1 ซี แมรี เทรินบูล, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน, แปลโดย ทองสุข เกตุโรจน์ (กรุงเทพฯ : กรมวิชาการ, 2540), หน้า 409
2 บาร์บารา วัตสัน อันดายา และลีโอนาร์ด วาย อันดายา, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย : A History of Malaysia, แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโครงการตำรา, 2549), หน้า 445
3 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 409
4 Gordon P. Means, Malaysian Politics, (London : University of London Press, 1970), p.99
5 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 446
6 Gordon P. Means, op. cit., p.21
7 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 410-411
8 เอน.เจ.ไรอัน, การสร้างชาติมาเลเซียและสิงคโปร์, แปลโดย ประกายทอง สิริสุข (กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2526), หน้า 237
9 Stanley S. Bedlington, op. cit,. P.71
10 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 447
11 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 411
12 Gordon P. Means, op. cit., p.55
13 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 412-413
14 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 447
15 Gordon P. Means, op. cit., p.57-58
16 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 447
17 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 417
18 บังอร ปิยะพันธุ์, ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2537), หน้า 231
19 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, พรรคการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 333
Keywords : การเมืองมาเลเซีย, ชนชั้นนำ, ขบวนการชาตินิยม, อิสลาม, วทัญญู ใจบริสุทธิ์

บทความเกี่ยวกับมาเลย์เซีย 1

บทบาทชนชั้นนำมาเลย์กับการได้รับเอกราชของมลายา (1)
การที่มาเลเซีย หรือมลายาในอดีตนั้น ได้รับเอกราชบนพื้นฐานของความประนีประนอม ระหว่างเจ้าอาณานิคม และดินแดนอาณานิคม ซึ่งสัมฤทธิผลดังกล่าวนั้นจะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากบทบาทของบุคคลกลุ่มหนึ่ง ที่เรียกว่า “ชนชั้นนำมาเลย์” ในการเข้ามาเป็นจุดร่วมและแกนนำ เพื่อขับเคลื่อนกลไกของขบวนการชาตินิยมโดยสันติวิธี จนกระทั่งถึงการได้มาซึ่งความเป็นเอกราชของดินแดนภูมิบุตร มลายา ด้วยกระบวนการสร้างและก่อให้เกิดบทบาทดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความสำคัญและอิทธิพลของบรรดาชนชั้นนำ ที่มีต่อชาวมาเลย์และการเมืองมลายาในขณะนั้นเป็นอย่างยิ่ง
ความเป็นชนชั้นนำมาเลย์ที่ในบทความชิ้นนี้ได้ให้คำนิยาม ไปถึงสุลต่านและบรรดาเชื้อพระวงศ์เชื้อสายมาเลย์ ซึ่งเป็นกลุ่มบุคคลที่อยู่ใกล้ชิดกับอำนาจทางการเมืองของมลายามาโดยตลอด ตั้งแต่การผสมผสานของศาสนาดั้งเดิม ศาสนาพราหมณ์ – พุทธ และศาสนาอิสลาม โดยศาสนาอิสลามที่เข้ามาสู่ มลายาเมื่อราวคริสต์ศตวรรษที่ 13 นั้น เป็นศาสนาอิสลามนิกายซูฟี ที่มีความเชื่อเกี่ยวกับเวทย์มนต์คาถา1 ฉะนั้นจึงไม่มีการบังคับให้ชาวพื้นเมืองเปลี่ยนแปลงขนบธรรมเนียมแบบเก่า ซึ่งขัดแย้งกับศาสนาอิสลาม โดยประเพณีเก่าๆ หลายอย่างก็ได้ผสมกลมกลืนกับศาสนาอิสลาม อาทิเช่น พิธีของฮินดูที่เกี่ยวกับพิธีราชาภิเษกและพิธีสมรส ลัทธิการนับถือวิญญาณ ที่เกี่ยวข้องกับกรมัต เป็นต้น2 ประกอบกับศาสนาอิสลามที่เข้ามานั้น มีอุดมการณ์ในการเชื่อมโยงศาสนาเพื่อรับรองอำนาจของสุลต่านโดยระบุว่า สุลต่านนั้นคือ เงาของพระผู้เป็นเจ้าบนพื้นพิภพ (Shadow of God Upon Earth) อันเป็นการเสริมอำนาจของระบอบกษัตริย์ให้เข้มแข็งขึ้น3
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่าบรรดาสุลต่านนั้นจะดูเสมือนว่า เป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในดินแดนของพระองค์ แต่ความเป็นจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะอำนาจของขุนนาง อาทิเช่น เบนดาฮารา หรือ อัครเสนาบดี ที่มีอิทธิพลอย่างมากในการบริหารปกครองดินแดน จนบางครั้งก็เกิดการท้าทายอำนาจของสุลต่าน เช่นกรณีของ ตุน มูตาฮีร์ เบนดาฮารา แห่งมะละกา (ค.ศ. 1500 – 1510) ที่ขยายอิทธิพลทางการเมือง และประกาศตนเป็นปรปักษ์กับสุลต่านแห่งมะละกา 4 หรือจะเป็นกรณีของลักษมัน (แม่ทัพเรือ) และชาห์บันดาร์ (เสนาบดีท่าเรือ) ที่มีอำนาจในการควบคุมเส้นทางเดินเรือ ทำให้กลุ่มคนเหล่านี้มีฐานะมั่งคั่งและมีอิทธิพลเสมอมา โดยที่การส่งส่วยอันเป็นรายได้ของสุลต่านจะมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับความสัมพันธ์ระหว่างสุลต่านกับขุนนาง ดังนั้นสถานะของสุลต่านจึงไม่เพียงพอ ในการขยายกลไกอำนาจรัฐให้เข้มแข็งทั้งทางการเมืองและการทหาร ดังนั้น สุลต่านจึงพยายามใช้ศาสนาเป็นเครื่องผดุงความชอบธรรมในการควบคุมทางสังคม โดยการเป็นผู้นำทางศาสนา เพื่อทำให้ฐานะทางการเมืองของตนมีความมั่นคง 5
ถึงแม้ว่าอำนาจทางการเมืองของสุลต่านนั้น ดูจะไม่มีความเข้มแข็งอย่างเบ็ดเสร็จ แต่การเป็นสัญลักษณ์แห่งรัฐและศาสนาอิสลาม ก็สร้างความเชื่อมโยงและสร้างความศรัทธาภักดีต่อสุลต่านแก่ประชาชน ทั้งนี้เป็นเพราะรากฐานของความภักดี หรือภักติมรรค ที่มีมาแต่สมัยพราหมณ์ฮินดู ผสมผสานกับความเชื่ออิสลามที่ว่า สุลต่านคือเงาของพระเจ้าบนพิภพ ซึ่งรูปแบบดังกล่าวนั้นไม่เหมือนกับมุสลิมในโลกอาหรับ แต่เป็นลักษณะของยังดีเปอร์ตวน (Yong di Pertuan) แบบดั้งเดิมของมาเลย์ หรือที่เรียกว่า ยัม ตวน (Yam Tuan) โดยบทบาทของยัมตวนมีความหมายในการสร้างความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันคือ เดาลัต (Daulat) หมายถึงผู้มีอำนาจศักดิ์สิทธิแบบสิทธิราชย์ และกัวสา (Kausa) หมายถึงผู้มีอำนาจสูงสุดฝ่ายศาสนา 6 อาจกล่าวได้ว่าการยึดโยงกับความศักดิ์สิทธิทางศาสนาเช่นนี้ ได้สร้างให้ชนชั้นนำหรือบรรดาสุลต่าน เชื้อพระวงศ์ อยู่ในสถานะที่ชาวมาเลย์ทั่วไปให้เกียรติและเคารพนับถือสืบมา
จวบจนถึงการเข้ามาปกครองมลายาของอังกฤษ อังกฤษก็ได้มุ่งที่จะรักษาขนบธรรมเนียม และระบบการปกครองแบบจารีตเอาไว้ โดยไม่เข้าไปแตะต้องหรือล้มเลิกสถาบันสุลต่าน เฉกเช่นที่อังกฤษได้กระทำในพม่า กล่าวได้ว่าการที่อังกฤษครอบงำด้านการบริหาร เศรษฐกิจ แล้วยกเว้นศาสนา และประเพณีเอาไว้ ทำให้สุลต่านไม่เพียงแต่ยังคงความสำคัญแบบดั้งเดิมเท่านั้น7 แต่รวมถึงระบบการปกครองของอังกฤษนั้น ยังให้การรับรองถึงสถานะของสุลต่าน ในฐานะความเป็นตัวแทนของชาวมาเลย์ ในด้านของวัฒนธรรมและศาสนา หรืออาจกล่าวได้ว่า สุลต่านคือศูนย์รวมใจของชาวมาเลย์ก็ว่าได้ ถ้าอังกฤษล้มเลิกสถาบันสุลต่านลง ก็มีโอกาสที่จะได้รับการต่อต้านอย่างรุนแรงจากชาวมาเลย์ภายใต้การนำของสุลต่าน ขณะเดียวกันการร่วมมือระหว่างบรรดาสุลต่านกับอังกฤษ ด้วยการเจรจาหรือลงนามทำสนธิสัญญาระหว่างกัน ก็เท่ากับเป็นการรับรองสถานะของสุลต่านในฐานะตัวแทนชาวมาเลย์ 8 ลักษณะเช่นนี้จึงเสมือนกับการทำให้สถาบันสุลต่านมีความมั่นคงยิ่งขึ้นจากเดิม ที่ต้องคอยถ่วงดุลอำนาจกับบรรดาขุนนาง ประกอบกับในปี ค.ศ. 1909 อังกฤษได้ก่อตั้งวิทยาลัยมาเลย์ (Malay College) ซึ่งลอกแบบมาจากโรงเรียนกินนอนของอังกฤษ โดยเปิดรับเฉพาะแต่ชาวมาเลย์ชั้นสูง รวมทั้งลูกหลานในราชสกุล โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะฝึกชนชั้นนำเข้ารับราชการในหน่วยงานของอังกฤษในมลายา 9
นอกจากความสัมพันธ์อันดีระหว่างชนชั้นนำหรือเชื้อพระวงศ์มาเลย์กับอังกฤษ ที่ยอมรับว่าสุลต่าน คือตัวแทนของชาวมาเลย์ การเปิดโอกาสให้ชนชั้นนำได้รับการศึกษาแบบอังกฤษ และรับราชการกับอังกฤษ ทำให้คนกลุ่มนี้มีศักยภาพ และมีความรู้ ความเข้าใจ ในการเมืองสมัยใหม่ กว่าชาวมาเลย์กลุ่มอื่นที่มีการศึกษาแบบดั้งเดิม และกลุ่มชนชั้นนำนี้ได้ให้ความร่วมมือกับอังกฤษเสมอมา โดยเชื่อว่าหลักความร่วมมือกันนี้ จะสามารถนำมลายาสู่ความเป็นเอกราชได้โดยสันติวิธี 10 ซึ่งเมื่อญี่ปุ่นเข้ามายึดครองมลายาในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ก็ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของสถาบันสุลต่าน ถึงแม้ว่าอำนาจทางการเมืองของผู้ปกครองจะมีจำกัด แต่ชาวมาเลย์ทุกคนก็ถวายพระเกียรติ และความจงรักภักดีต่อพระองค์ ญี่ปุ่นจึงยอมรับสถาบันสุลต่าน และได้มีคำมั่นสัญญาว่าจะถวายบำนาญแก่สุลต่าน ประกอบกับได้รับประกันทรัพย์สินของพระองค์อีกด้วย นอกจากนั้นอำนาจสูงสุดของบรรดาสุลต่านในเรื่องเกี่ยวกับ ธรรมเนียมประเพณีของชาวมาเลย์ และศาสนาอิสลาม ก็ได้รับการรับรองอีกครั้งหนึ่งในเดือนกันยายน ค.ศ. 1944 โดยการประชุมระดับชาติของคณะกรรมการศาสนาแห่งมลายาที่มีขึ้น ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์เพื่อเกียรติภูมิทางศาสนาแก่สุลต่าน 11 ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า การเข้ามามีอิทธิพลในมลายาของทั้งอังกฤษ และญี่ปุ่น นอกจากที่จะดำรงสถานะของสุลต่านและบรรดาชนชั้นนำมาเลย์เอาไว้แล้ว ก็ยังมีแนวทางที่จะส่งเสริมสถานภาพของกลุ่มบุคคลดังกล่าว ให้มีเสถียรภาพและความมั่นคงยิ่งขึ้นก็ว่าได้
หลังจากสงครามโลกครั้งที่ 2 สิ้นสุดลงแล้ว กระแสของชาตินิยมเพื่อเอกราชได้แพร่กระจายไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แต่ในดินแดนมลายานั้นกลับไม่มีขบวนการชาตินิยม ที่พัฒนาอย่างมีศักยภาพเหมือนกับประเทศอื่น ทั้งนี้ก็เป็นเพราะอังกฤษได้ให้ชาวมาเลย์มีส่วนร่วมในการปกครอง ส่วนทางด้านศาสนาอังกฤษก็ได้ให้อิสระทางด้านการศาสนา และการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียมได้เต็มที่ รวมถึงการรักษาสิทธิประโยชน์ของชาวมาเลย์ สร้างความเจริญให้มลายาทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม ลักษณะการปกครองแบบประนีประนอมของอังกฤษดังกล่าว ทำให้ไม่เกิดความกดดันรุนแรงที่จะกระตุ้นกระแสชาตินิยมในมลายาให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นขบวนการชาตินิยมของ มลายาจึงเป็นไปในลักษณะ Evolution มิใช่ Revolution 12 ประกอบกับความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของชาวมาเลย์ทั้งหมดทุกรัฐนั้นมิได้เกิดขึ้น ก็เป็นเพราะชาวมาเลย์มีความจงรักภักดีต่อรัฐของตน มากกว่าจะจงรักภักดีต่อมลายาโดยรวม13
แต่เมื่อแผนการสหภาพมลายา (Malayan Union) ซึ่งฝ่ายวางแผนของกระทรวงอาณานิคมได้ตระเตรียมกันที่อังกฤษ โดยรัฐบาลพรรคแรงงานซึ่งมิได้รับการปรึกษาหารือกับบรรดาสุลต่าน ความจริงนั้นการปรึกษาหารือกับผู้ใดในมลายาจะกระทำมิได้ เนื่องจากอยู่ระหว่างการยึดครองของญี่ปุ่น ส่วนคำว่า “สหภาพมลายา” นั้นหมายถึง รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่มีการเสนอขึ้นมา ซึ่งมีหลักการตรงข้ามกับแนวนโยบายของอังกฤษก่อนช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่มีแนวโน้มเป็นไปในทางกระจายอำนาจ แต่สหภาพมลายานั้นคือการปรับเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง เหตุเพราะ “สหภาพ” มิใช่เป็นสหพันธ์ จึงมีการรวมอำนาจการปกครองโดยเด็ดขาด14 โดยมีหลักการสำคัญดังนี้คือ 15
ก. รวมเอารัฐภายใต้สหพันธรัฐมลายา (FMS), รัฐนอกสหพันธรัฐมลายา (UMS) กับปีนังและมะละกา เข้ามาอยู่ในระบบการปกครองเดียวกันคือ สหภาพมลายา ( Malayan Union )
ข. ลดสถานะของบรรดาสุลต่านลงให้เป็นเพียงที่ปรึกษาของรัฐบาลกลาง ที่มีผู้ว่าการ สภานิติบัญญัติ สภาบริหารในการปกครองมลายา ประกอบกับสุลต่านต้องโอนอธิปไตยไปให้แก่กษัตริย์อังกฤษ
ค. พลเมืองทั้งหมดของสหภาพมลายา จะต้องมีสิทธิเท่าเทียมกัน รวมทั้งการยอมให้เข้ารับราชการพลเรือนในฝ่ายบริหาร ประกอบกับต้องขยายความเป็นพลเมืองมลายาทุกคน โดยปราศจากอคติเรื่องเชื้อชาติ และความเชื่อในศาสนา
จากหลักการดังกล่าว จะเห็นได้ว่ามีการลิดรอนสิทธิของทั้งชนชั้นนำและชนชั้นล่าง โดยชนชั้นนำสูญเสียสิทธิและอำนาจในการปกครอง ซึ่งสุลต่านแห่งรัฐนอกสหพันธรัฐมลายา (UMS) จะได้รับผลกระทบอย่างมาก เพราะสุลต่านใน UMS นั้น มีสิทธิในการปกครองบริหารอยู่ในมือของพระองค์แทบทั้งสิ้น แต่หากสหภาพมลายาเกิดขึ้น สิทธิและอำนาจดังกล่าวจะสูญสิ้นไปทั้งหมด ส่วนสุลต่านใน FMS ที่ถึงแม้ว่าจะไม่มีอำนาจในการปกครองเหมือนกับสุลต่านใน UMS แต่หลักการของแผนการสหภาพ มลายานั้น ก็เป็นไปในลักษณะที่ “ปลดสุลต่านออกจากสิทธิในการเป็นองค์อธิปปัตย์ ที่อังกฤษและโลก (มลายู) ได้ให้การรับรองมาช้านานแล้ว” 16 ซึ่งเป็นคำพูดของสุลต่านแห่งหนึ่งในรัฐ FMS ส่วนประชาชนทั่วไปก็ต้องเสียสิทธิความเป็นพลเมืองมลายา เสียสิทธิการเข้าทำงานในหน่วยงานราชการ เสียสิทธิพิเศษทางการศึกษาให้แก่ชาวจีนและชาวอินเดีย 17 ด้วยเหตุนี้จึงอาจกล่าวได้ว่า แผนการสหภาพมลายาเป็นปัจจัยตัวเร่งหรือชนวน ในการกระตุ้นให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างชนทั้งสองระดับชั้น จนกระทั่งความร่วมมือดังกล่าว ได้กลายมาเป็นกระแสชาตินิยมมลายู ภายใต้การนำของชนชั้นนำมาเลย์ในที่สุด เหตุการณ์ที่เป็นไปลักษณะนี้ ต้องมองไปถึงขบวนการหรือลัทธิชาตินิยมกลุ่มอื่นในมลายา ที่ถือได้ว่ายังไม่มีศักยภาพเพียงพอในการเคลื่อนไหว ประกอบกับยังขาดแนวร่วมทั้งเชิงลึกและเชิงกว้าง จนไม่สามารถนำชาวมาเลย์ในการต่อต้านจักรวรรดินิยมได้ ซึ่งกลุ่มดังกล่าวได้แก่
ก. กลุ่มที่ได้รับการศึกษาทางอิสลาม ซึ่งกลุ่มนี้เป็นกลุ่มของผู้ที่ได้รับศึกษาจากมหาวิทยาลัยทางศาสนาอิสลาม เช่น มหาวิทยาลัยอัล อัชฮาร์ ในไคโร ซึ่งได้ร่วมกันก่อตั้งองค์กรเคาม์ มูดา (Kaum Muda) 18 อันมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อจะสร้างและปฏิรูปศาสนาอิสลามบริสุทธ์ในมลายา ซึ่งองค์กรลักษณะนี้ก็ได้มีขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1948 ก็คือ Persatuan Ulama Sa- Malaya ที่ก่อตั้งโดยนักวิชาการทางศาสนาของมลายา องค์กรดังกล่าวก็ได้พัฒนาเป็นพรรคพันธมิตรอิสลามมลายู (Pan Malayan Islamic Party : PMIP) และพรรคอิสลามแห่งมาเลเซีย (Parti Isalam Se- Malaysia : PAS) ในเวลาต่อมา 19
ข. กลุ่มหัวรุนแรง กลุ่มนี้เป็นลักษณะของกลุ่มการเมืองหัวรุนแรงฝ่ายซ้าย คือ เกซาตวนเมลายู (KMM) สหภาพแห่งเยาวชนมลายู (Union of Malay Youth) มีแนวทางที่ร่วมกับขบวนการชาตินิยมอินโดนีเซีย โดยที่ผู้นำบางคนก็ได้เริ่มก่อตั้งพรรคการเมืองขึ้นมา ก็คือ พรรคแห่งชาติมลายู (Malay Nationalist Party : MNP) นโยบายของกลุ่มนี้นอกจากมุ่งกอบกู้เอกราชแล้ว ยังต้องการรวมสิงคโปร์เข้ากับมลายาด้วย ดังนั้นจึงได้ร่วมมือกับพรรคคอมมิวนิสต์แห่งมลายา (MCP)20
เมื่อพิจารณาถึงแนวทางของกลุ่มชาตินิยมทั้งสองกลุ่มนั้น ต่างก็มีแนวทางที่ไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรม หรือจารีตประเพณีของชาวมาเลย์ กล่าวคือ กลุ่มที่ได้รับการศึกษาแบบอิสลาม มีจุดประสงค์ที่จะตั้งรัฐอิสลามบริสุทธิ์ขึ้นมา ซึ่งไม่สอดคล้องกับศาสนาอิสลามทั่วไปในมลายา ที่เป็นลักษณะของการผสมผสานกัน ระหว่างอิสลามกับศาสนาความเชื่อดั้งเดิม จนกลายเป็นศาสนาอิสลามที่มีการยึดถือผีสางเทวดา และพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ ประกอบกับแนวทางของศาสนาอิสลามบริสุทธิ์นั้น จะเป็นการลดทอนสถานะของสุลต่านลง ทั้งความเป็นตัวแทนทางศาสนา และความเคารพศรัทธาในความเป็น “เงาของพระเจ้าบนพื้นพิภพ” ทำให้ชาวมาเลย์ทั้งระดับบน และล่างไม่ให้การยอมรับ ในส่วนของกลุ่มหัวรุนแรง โดยที่กลุ่มนี้จะยึดอุดมการณ์คอมมิวนิสต์เป็นหลัก มีเป้าหมายในการรวมกับอินโดนีเซียเพื่อที่จะเป็น Greater Malay 21 ด้วยการปฏิวัติ และใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม ซึ่งจะกระทบกระเทือนไปถึงศาสนาอิสลาม สถาบันสุลต่าน ประเพณี และวิถีชีวิตต่างๆ ที่ชาวมาเลย์ยึดถือกันมาอย่างยาวนาน ประกอบกับแนวทางดังกล่าวได้ทำให้รัฐบาลอังกฤษเกรงว่า จะเป็นการทำให้ชาวมาเลย์กลายเป็นคอมมิวนิสต์ไปด้วย ซึ่งจะสร้างความปั่นป่วนให้แก่สังคมมลายา ดังนั้นเมื่อกลุ่มดังกล่าวเริ่มโจมตีและฆ่าเจ้าของสวนยางและเหมืองดีบุกมากขึ้น อังกฤษจึงต้องประกาศภาวะฉุกเฉิน (Emergency Period) ทั่วประเทศในกลางปี ค.ศ. 1948 เพื่อที่จะใช้กองกำลังทหารปราบปรามคอมมิวนิสต์ได้เต็มที่ พร้อมกันนั้นก็ได้ประกาศห้ามกลุ่มการเมืองฝ่ายซ้าย หรือกลุ่มหัวรุนแรงของมลายาดำเนินกิจกรรมทางการเมือง จากลักษณะเช่นนี้ทำให้กลุ่มชาตินิยมทั้งสองกลุ่มไม่ค่อยได้รับการยอมรับจากชาวมาเลย์ทั่วไปเท่าใดนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มหัวรุนแรงนั้น ได้ถูกแรงต้านอีกกระแสหนึ่งจากรัฐบาลอังกฤษกระหนาบซ้ำเข้าอีกด้วย

--------------------------------------------------------

เชิงอรรถ

1 ซี แมรี เทรินบูล, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย สิงคโปร์ และบรูไน, แปลโดย ทองสุข เกตุโรจน์ (กรุงเทพฯ: กรมวิชาการ, 2540), หน้า 56
2 เอน.เจ.ไรอัน, การสร้างชาติมาเลเซียและสิงคโปร์, แปลโดย ประกายทอง สิริสุข (กรุงเทพฯ: บริษัท สำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2526), หน้า 20-21
3 บาร์บารา วัตสัน อันดายา และลีโอนาร์ด วาย อันดายา, ประวัติศาสตร์มาเลเซีย: A History of Malaysia, แปลโดย พรรณี ฉัตรพลรักษ์ (กรุงเทพฯ: มูลนิธิโครงการตำรา, 2549) หน้า 444
4 เอน.เจ.ไรอัน, เรื่องเดิม, หน้า 30-32
5บังอร ปิยะพันธุ์, ประวัติศาสตร์เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์โอเดียนสโตร์, 2537), หน้า 139
6 เรื่องเดิม, หน้าเดิม
7 เรื่องเดิม, หน้า 143
8 Stanley S. Bedlington, Malaysia and Singapore The Building of New State (New York: Cornell University Press, 1978), p. 37
9 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 337
10 อุษณีย์ กรรณสูต, พื้นฐานการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ในกลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ: บริษัทสำนักพิมพ์ไทยวัฒนาพานิช, 2516), หน้า 140
11 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 390
12 อุษณีย์ กรรณสูต, เรื่องเดิม, หน้า 139
13 ซี แมรี เทรินบูล, เรื่องเดิม, หน้า 409
14 เอน.เจ.ไรอัน, เรื่องเดิม, หน้า 234
15 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 444
16 เรื่องเดิม, หน้า 445
17 บังอร ปิยะพันธุ์ , เรื่องเดิม , หน้า 148 -150
18 บาร์บารา วัตสัน อันดายา, เรื่องเดิม หน้า 334
19 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, พรรคการเมืองในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 2546), หน้า 346 - 347
20 เรื่องเดิม, หน้า 330
21 บังอร ปิยะพันธุ์, เรื่องเดิม, หน้า 195
22 ชัยโชค จุลศิริวงศ์, เรื่องเดิม, หน้า 330
Keywords : การเมืองมาเลเซีย, ชนชั้นนำ, ขบวนการชาตินิยม, อิสลาม, วทัญญู ใจบริสุทธิ์